RSS

Monthly Archives: มิถุนายน 2012

น่าสนใจ! เช้าวันเสาร์นี้กสทช.จัดFocus Group แนวทางการพัฒนากิจการวิทยุสมัครเล่นและความถี่ภาคประชาชน

น่าสนใจ! เช้านี้ กสทช.จัดFocus Group แนวทางการพัฒนากิจการวิทยุสมัครเล่นและความถี่ภาคประชาชน

image

30 มิ.ย.55- วันนี้ สำนักงาน กสทช.จัดเวทีกำหนดการประชุมรับฟังความคิดเห็นสาธารณะเฉพาะกลุ่ม(Focus Group) เกี่ยวกับแนวทางการพัฒนากิจการวิทยุสมัครเล่นและความถี่ภาคประชาชน วันเสาร์ที่ 30 มิถุนายน 2555 ณ อาคารหอประชุม สำนักงาน กสทช.

09.00-09.30 น. ผู้เข้าร่วมประชุม ลงทะเบียน
09.30-09.45 น. กล่าวเปิดการประชุม โดย กสทช.พลเอก สุกิจ ขมะสุนทร ในฐานะประธานอนุกรรมการพัฒนากิจการวิทยุสมัครเล่นและความถี่ประชาชน
09.45-10.30 น. ผู้เข้าร่วมแสดงความคิดเห็น
10.30-10.45 น. รับประทานอาหารว่าง
10.45-12.00 น. ผู้เข้าร่วมประชุมแสดงความคิดเห็น (ต่อ)
12.00-13.00 น. รับประทานอาหารกลางวัน
13.00-14.30 น. ผู้เข้าร่วมประชุมแสดงความคิดเห็น (ต่อ)
14.30-14.45 น. รับประทานอาหารว่าง
14.45-15.45 น. ผู้เข้าร่วมประชุมแสดงความคิดเห็น (ต่อ)
15.45-16.15 น. สรุปผลการประชุมรับฟังความคิดเห็นสาธารณะเฉพาะกลุ่ม (Focus Group)
16.15-16.30 น. ประธานกล่าวปิดประชุม

Advertisements
 

ป้ายกำกับ: , ,

“ต่างชาติต้องอยู่ใต้กฎหมายไทย” กสทช. ถก“อียู”ไม่ควรล้วงลูกประกาศครอบงำกิจการฯ

กสทช. ถก“อียู”ไม่ควรล้วงลูกประกาศครอบงำกิจการฯ ระบุต่างชาติต้องอยู่ภายกม.ไทย

 

 

28 มิ.ย.2555 – นายสุทธิพล ทวีชัยการ กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ด้านกฎหมาย ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการบูรณาการและปรับปรุงกฎหมายและระเบียบด้านโทรคมนาคม  เปิดเผยว่า  จากการที่สำนักงาน กสทช. ได้เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ ต่อ (ร่าง) ประกาศคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เรื่อง การกำหนดข้อห้ามการกระทำที่มีลักษณะเป็นการครอบงำกิจการโดยคนต่างด้าว พ.ศ. ไปเมื่อวันที่ 21 มิถุนายนที่ผ่านมา  โดยมีผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ต่อ (ร่าง) ประกาศดังกล่าวนั้น ถือเป็นเรื่องปกติธรรมดาของการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ แต่ที่ต้องระมัดระวังอย่างยิ่งก็คือ การวิพากษ์วิจารณ์ที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่ครบถ้วนในลักษณะอัตวิสัยทำให้เกิดความสับสนให้กับนักลงทุนต่างชาติ จนกลายเป็นประเด็นทำให้ผู้แทนของสหภาพยุโรปมีหนังสือถึงกสทช.และหน่วยงานระดับสูงของไทย และขอเข้าพบตนในวันนี้ ซึ่งข้อห่วงใยหลายเรื่องเกิดจากความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนจำเป็นต้องอธิบายทำความจริงให้ปรากฏ ทั้งนี้ตนเห็นว่าถ้าคนไทยทุกฝ่ายคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติเป็นที่ตั้ง ความสับสนต่างๆคงจะไม่เกิดขึ้น                         

จึงขอชี้แจงว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 47 กำหนดให้คลื่นความถี่เป็นทรัพยากรสื่อสารของชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะ โดยให้มีองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระทำหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการ โดยต้องคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของประชาชน แม้จะต้องคำนึงถึงการแข่งขันโดยเสรีก็ตาม แต่การแข่งขันดังกล่าวก็ต้องดำเนินการฯอย่างเป็นธรรม  โดยยึดหลักผลประโยชน์สูงสุดของชาติเป็นสำคัญ การจัดทำร่างประกาศครอบงำกิจการฯ เป็นการออกหลักเกณฑ์ตามกรอบอำนาจของกฎหมายที่มีอยู่เพื่อกำกับดูแลการประกอบ กิจการ ธุรกิจโทรคมนาคมของคนไทย เพื่อมิให้คนต่างด้าวเข้ามาใช้อำนาจเกินสิทธิที่กฎหมายกำหนดให้ถือหุ้นได้ไม่เกิน 49%  อันเป็นการปกป้องผลประโยชน์ของคนไทย และผลประโยชน์ของชาติ โดยที่ไม่ได้ไปสกัดกั้นคนต่างชาติไม่ให้เข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทย กล่าวคือ เข้ามาได้ แต่คลื่นความถี่เป็นทรัพยากรสื่อสารของชาติไทย การไปใช้จึงต้องระมัดระวังไม่ให้เกินกรอบที่กฎหมายไทยอนุญาต และที่สำคัญต้องยึดหลักบรรษัทภิบาล และไม่ดำเนินการใช้สิทธิในลักษณะเป็นการเลี่ยงกฎหมาย อันทำให้การแข่งขันเกิดความไม่เป็นธรรม

image

ในการหารือกับคณะผู้แทนของอียูในวันนี้ ( 28 มิถุนายน 2555) ซึ่งตนก็ได้ให้ความกระจ่างในหลักการของการจัดทำ ร่างประกาศฉบับนี้อย่างตรงไปตรงมา ว่า แนวทางในการคงประกาศนี้ไว้โดยปรับปรุงแก้ไขเป็นวิธีการที่ดีที่สุดและเกิดความเสี่ยงน้อยที่สุด เพราะหลังจากเปิดรับฟังความคิดเห็นอย่างรอบด้านและชั่งน้ำหนักพิเคราะห์ข้อมูลต่างๆด้วยความระมัดระวัง ยังไม่มีเหตุผลที่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะไปยกเลิกประกาศนี้ แต่พบว่ามีความจำเป็นที่จะต้องแก้ไขปรับปรุงประกาศฯให้เกิดความชัดเจน โดยไม่ให้เกิดปัญหาที่จะมีผู้โต้แย้งว่าเปิดให้กสทช.ใช้ดุลพินิจกว้างเกินไป และเพื่อมิให้เกิดปัญหาเรื่องการขัดต่อพันธกรณีของประเทศไทย กสทช.จึงดำเนินการในแนวทางดังกล่าว               

โดยในกระบวนการแก้ไขก็ได้ใช้นักกฎหมายหลายท่านที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในการดำเนินการ และได้รับฟังความคิดเห็นทั้งจากภายในและภายนอกองค์กร จึงขอสรุปว่าร่างประกาศนี้ไม่ได้ไปสกัดกั้นการลงทุนอย่างเสรี ไม่ได้ขัดต่อพันธกรณีที่ไทยไปทำไว้กับองค์การการค้าโลก ไม่ใช่มาตรการกีดกันผู้ประกอบการรายใหม่ที่สนใจเข้ามาแข่งขันประมูลคลื่นความถี่ 3 G แต่เป็นการป้องปรามมิให้มีการฉวยโอกาสเข้ามาประกอบกิจการโทรคมนาคมที่ไม่เป็นธรรม เอาเปรียบผู้ที่เขาปฎิบัติตามกฎหมาย ฉะนั้น หากบริษัทต่างชาติหรือบริษัทไทยปฏิบัติตามกฎกติกา โดยไม่ใช้ช่องทางในการเอาเปรียบเกินกว่าที่กฎหมายอนุญาตแล้วก็ไม่ต้องห่วงว่าจะได้รับผลกระทบในทางลบจากการใช้ประกาศนี้                         

ดร.สุทธิพล กล่าวด้วยว่า กรณีที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ ร่าง ประกาศฉบับนี้ถือเป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องการเตือนสติคนไทยด้วยกันเองว่าการวิพากษ์วิจารณ์และการสื่อสารต่อต่างชาติขอให้กระทำด้วยความระมัดระวังและศึกษาข้อมูลให้รอบด้านเสียก่อน เนื่องจากเป็นประเด็นอ่อนไหวและอาจส่งผลเป็นการชักศึกเข้าบ้าน แม้อาจจะไม่ได้ตั้งใจก็ตาม ทั้งนี้ขอให้คำนึงว่าเราทุกคนเป็นคนไทย แม้จะสวมหมวกประกอบอาชีพใดก็ยังคงเป็นคนไทยและต้องทำเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติ                        

 สำหรับล่าสุดที่มีการหยิบยกประเด็นในเรื่องของการกำหนด“นิยามของคนต่างด้าว” ว่ามีความเข้มงวดเกินกว่า พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 นั้นก็เกิดจากการที่ผู้วิจารณ์เข้าใจข้อกฎหมายคลาดเคลื่อน เนื่องจากตามร่างประกาศนี้ การเป็นคนต่างด้าวหรือไม่นั้น บอร์ดกสทช. หรือ บอร์ด กทค.มิได้เป็นผู้ใช้ดุลพินิจว่าผู้ประกอบการรายใด หรือบริษัทใดเป็นบริษัทต่างด้าวหรือไม่ เพราะเป็นการใช้นิยามของคนต่างด้าวตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542   ทั้งร่างประกาศนี้ก็มิได้ไปห้ามคนต่างด้าวมาประกอบกิจการโทรคมนาคมในประเทศไทยแต่อย่างใด แต่เป็นการวางกรอบให้บริษัทผู้รับใบอนุญาต หรือผู้ขอใบอนุญาต (ซึ่งเป็นนิติบุคคลไทย) ไปกำหนดข้อห้ามด้วยตัวเอง เพื่อให้เป็นบรรษัทภิบาล      โดย ร่าง ประกาศฉบับนี้ได้กำหนดแนวทางปฎิบัติไว้ตามที่ปรากฎในตอนท้ายของประกาศ                         

อีกประเด็นที่วิพากษ์วิจารณ์ว่า ร่างประกาศฉบับนี้อาจเป็นเหตุทำให้ผู้ประกอบการรายใหญ่ในตลาดโทรคมนาคมไทยที่มีอยู่ 3 ราย เหลือเพียงแค่ 2 ราย ที่จะมีโอกาสเข้าประมูลคลื่น 3 จีนั้น ขอเรียนให้ทราบว่า เป็นการเข้าใจที่คาดเคลื่อนเป็นอย่างมาก เพราะขั้นตอนในการยื่นขอรับใบอนุญาตนั้นเป็นขั้นตอนของการตรวจสอบความครบถ้วนของเอกสารหลักฐานตามที่กำหนดในหลักเกณฑ์การประมูล และแม้ว่าต่อมาภายหลังจะมีผู้ร้องเรียนว่ามีการฝ่าฝืนข้อห้ามตามประกาศครอบงำกิจการฯก็ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้บริษัทผู้ถูกร้องเรียนขาดคุณสมบัติทันที แต่ต้องมีการตรวจสอบตามขั้นตอน โดยร่างประกาศฉบับนี้มีความยืดหยุ่นในการเปิดโอกาสให้สามารถแก้ไขตัวโดยกลับไปแก้ไขให้ถูกต้องตามกฎกติกาที่กำหนดไว้ได้                         

สำหรับประเด็นที่วิพากษ์วิจารณ์ว่า ร่างประกาศฉบับนี้ไม่ได้ผ่านการจัดทำ “การประเมินผลกระทบจากการกำกับดูแลที่ต้องทำเป็นรายงาน โดยต้องนำเสนอพร้อมกับเรื่องหรือร่างประกาศที่จะเสนอเข้าสู่การประชุมทุกครั้ง”หรือที่เรียกกันว่า “การทำ RIA” นั้น  ก็เป็นการวิจารณ์ที่คลาดเคลื่อนโดยมิได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายให้ครบถ้วนเสียก่อน 

โดยประเด็นเรื่องนี้ได้ข้อยุติในบอร์ด กทค. แล้วว่าการนำเสนอร่างประกาศฯ ต่อที่ประชุม กทค. เป็นไปตามระเบียบ กสทช. ว่าด้วยข้อบังคับการประชุมฉบับปัจจุบัน มิได้เป็นการผิดขั้นตอนของกฎหมาย หรือทำให้กระบวนการทางกฎหมายบกพร่อง เนื่องจาก กทค. ไม่ได้มีอำนาจในการออกประกาศ ของ กสทช. ทั้งกฎหมายก็ไม่ได้ให้อำนาจ กทค. ในการปฏิบัติการในเรื่องนี้แทน และก็ไม่ปรากฏว่า กสทช. มอบอำนาจในการออกระเบียบนี้แก่ กทค.  ฉะนั้นการพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อร่างประกาศฯ ในชั้นนี้ของ กทค. จึงเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการตอนต้นก่อนที่จะนำเสนอที่ประชุม กสทช. ซึ่งเป็นองค์กรผู้มีอำนาจตามกฎหมายในการออกประกาศ กสทช. 

ทั้งนี้ ก็ปรากฏชัดเจนว่าในชั้นที่นำเสนอร่างประกาศเพื่อขอความเห็นชอบจาก กสทช. ในหลักการและขออนุญาตจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ ก็ได้มีการเสนอรายงาน RIA ไปอย่างครบถ้วนแล้ว จึงไม่มีประเด็นที่จะมีคนนำไปฟ้องร้องในศาลปกครอง หรือหากมีผู้ไม่ประสงค์ดีนำคดีไปฟ้อง เราก็สามารถอ้างพยานหลักฐานยืนยันได้ ซึ่งตนเข้าใจว่าผู้วิจารณ์คงไม่ทราบข้อเท็จจริง และไม่ทราบว่า กสทช. มีการออกระเบียบว่าด้วยข้อบังคับการประชุมฉบับใหม่แล้ว นี่ก็แสดงให้เห็นว่าการวิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจและข้อมูลรอบด้าน รวมทั้งเป็นการนำเอาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการทำงานภายในของ กสทช. มาเปิดเผย แต่ไม่ได้ตรวจสอบให้รอบคอบเสียก่อน จึงเกิดความคลาดเคลื่อนดังกล่าว  

นอกจากนี้ยังมีประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ เกี่ยวกับระยะเวลาของการเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะต่อร่างประกาศฉบับนี้ว่า ไม่เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย ซึ่งในประเด็นนี้ ขอชี้แจงว่า กสทช. ได้กำหนดให้จัดการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะผ่าน 2 ช่องทาง คือ ช่องทางแรก ผ่านเว็ปไซด์ของสำนักงาน กสทช. โดยเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 17 พฤษภาคม ถึงวันที่ 18 มิถุนายน  2555 ซึ่งปรากฏว่ามีประชาชน นักศึกษา และผู้ประกอบการที่ได้รับใบอนุญาตได้แสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนกว่า 30 ราย  และช่องทางที่สอง คือการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ ในวันที่ 21มิถุนายน ที่ผ่านมา ณ โรงแรมรามาการ์เด้นท์ ซึ่งมีผู้เข้าร่วมกว่าสี่ร้อยคนร่วมแสดงความคิดเห็นต่อ ร่างประกาศดังกล่าว  ทั้งนี้การเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นสาธารณะดังกล่าวถือเป็นช่องทางเสริมอีกช่องทางหนึ่งในการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ โดยข้อคิดเห็นที่ได้จากทางเว็ปไซด์และจากเวทีสาธารณะจะถูกนำมาประมวลวิเคราะห์เข้าด้วยกันเพื่อนำเสนอต่อที่ประชุมบอร์ดพิจารณา และอาจมีการแก้ไขเพิ่มเติมร่างประกาศฯตามข้อมูล เหตุผล เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น  ก่อนจะส่งไปประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพื่อบังคับใช้ต่อไป                          

 ข้อวิพากษ์วิจารณ์อีกประเด็นหนึ่งที่มีการกล่าวอ้างว่า หาก ร่างประกาศฉบับนี้มีผลบังคับใช้อาจนำไปสู่การผูกขาดในกิจการโทรคมนาคมไทย และส่งผลให้ผู้บริโภคถูกเอาเปรียบนั้น ตนข้อชี้แจงว่า  ร่างประกาศฉบับนี้จะไม่นำไปสู่การผูกขาด แต่จะทำให้การแข่งขันเป็นไปไม่ใช่แค่เสรีอย่างเดียวแต่จะต้องเป็นธรรมด้วย โดยเฉพาะกับบริษัทคนไทยที่อาศัยทุนต่างชาติจะไม่สามารถเล่นนอกกติกาได้อีกต่อไป โดยตนมั่นใจว่า การตัดสินใจในการปรับปรุงประกาศฯ แทนที่จะยกเลิกประกาศเดิมไปทั้งฉบับ ดังที่มีกลุ่มผลประโยชน์รวมทั้งกลุ่มคนต่างชาติบางกลุ่มเรียกร้อง กสทช.ได้ดำเนินการอย่างรอบคอบหลังจากที่มีการรับฟังความคิดเห็นอย่างรอบด้าน ซึ่งเห็นว่าจำเป็นต้องคงประกาศไว้และแก้ไขเนื้อหาให้เกิดความชัดเจนขี้น ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์สูงสุดของชาติและทำให้เกิดการแข่งขันโดยเสรี และอย่างเป็นธรรม โดยบอร์ด กสทช. ชุดนี้คงไม่ยอมให้ใครมาย่ำยีผลประโยชน์ของประเทศชาติอย่างแน่นอน

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน มิถุนายน 28, 2012 in ทั่วไป

 

ผู้บริโภค ออกคำแถลงการณ์ “สังคมไทยไม่ต้องมีฟรีทีวีจอดำอีกต่อไป‏

ผู้บริโภค ออกคำแถลงการณ์ “สังคมไทยไม่ต้องมีฟรีทีวีจอดำอีกต่อไป‏

28มิ.ย.2555- ที่ศาลแพ่ง  เวลา 14.00 น. นางสาวสารี  อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ผู้ฟ้องคดี พร้อมด้วย นางสาวบุญยืน  ศิริธรรม ประธานสหพันธ์องค์กรผู้บริโภค นางสาวเรณู  ภู่อาวรณ์  นายขวัญมนัส  พูลมิน และนายเฉลิมพงษ์  กลับดี เข้ายื่นฟ้องต่อศาลแพ่งรัชดา ยื่นเรื่องฟ้องบริษัท บีอีซี-เทโร เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด (มหาชน) เป็นจำเลยที่ 1 กองทัพบก เป็นจำเลยที่ 2 บริษัท อสมท.จำกัด (มหาชน) เป็นจำเลยที่ 3 และบริษัท จีเอ็มเอ็ม แซท จำกัด เป็นจำเลยที่ 4 ออกคำแถลงการณ์ “สังคมไทยไม่ต้องมีฟรีทีวีจอดำอีกต่อไป” รายละเอียดดังนี้

 

๑.       ฟ้องคดีในฐานะส่วนตัว

                โจทก์ที่ ๑ เป็นเลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ซึ่งเป็นองค์กรสาธารณประโยชน์ด้านการคุ้มครองผู้บริโภคที่มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ต่อสังคมไทยมานาน โจทก์ที่สองเป็นประธานสหพันธ์องค์กรผู้บริโภคซึ่งเป็นเครือข่ายขององค์กรผู้บริโภคทั่วประเทศ โจทก์ที่สามเป็นหัวหน้าศูนย์คุ้มครองสิทธิผู้บริโภคจังหวัดสมุทรสงคราม โจทก์ที่สี่เป็นผู้ประสานงานศูนย์คุ้มครองสิทธิจังหวัดราชบุรี โจทก์ที่ห้าเป็นหัวหน้าทนายอาสาของมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค โจทก์ไม่ได้ต้องการฟ้องคดีในฐานะส่วนตัวและมีความต้องการให้มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคช่วยดำเนินคดีแทนผู้บริโภคจำนวน ๑๑ ล้านครัวเรือนที่ไม่สามารถดูฟรีทีวีในครั้งนี้ได้ แต่เป็นที่ทราบกันดีว่าพ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ ไม่ได้ให้อำนาจหรืออนุญาตให้มูลนิธิฯ ดำเนินการฟ้องคดีแทนผู้บริโภคได้ซึ่งแตกต่างจากคดีปกครองและพ.ร.บ. ความรับผิดต่อสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ. ๒๕๕๑ จึงจำเป็นต้องฟ้องคดีนี้ในฐานะส่วนตัวที่เป็นผู้เสียหาย

                การฟ้องครั้งนี้ขององค์กรผู้บริโภคไม่ได้ต้องการเพียงแค่การดูถ่ายทอดสดฟุตบอลยูโร แต่ในฐานะองค์กรที่ทำงานคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคเห็นว่าปรากฏการณ์จอดำครั้งนี้นับเป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้บริโภคมากกว่าครึ่งประเทศในการเข้าถึงบริการสาธารณะในการดูฟรีทีวี ซึ่งสถานีโทรทัศน์ในฐานะผู้รับใบอนุญาตให้บริการฟรีทีวีไม่ควรสมยอมกับเอกชนในการหยุดดำเนินการให้บริการสาธารณะกับผู้บริโภค และสัญญาใดที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยย่อมเป็นสัญญาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เอกชนย่อมกระทำไม่ได้

 

๒.      พฤติการณ์ของจำเลย

            บริษัทแกรมมี่ได้ร่วมกันกับช่อง ๓, ๕ และ ๙ สมคบกันทำธุรกิจละเมิดสิทธิและเอาเปรียบผู้บริโภคในการเข้าถึงบริการสาธารณะฟรีทีวีอันเป็นสิทธิพื้นฐานของผู้บริโภค ด้วยการตัดสัญญาณการถ่ายทอดรายการฟรีทีวีผ่านจานรับสัญญาณดาวเทียม ทั้งๆที่รู้ดีว่า ผู้บริโภคและประชาชนชาวไทยในฐานะผู้บริโภคสื่อมากกว่า ๑๑ ล้านครัวเรือนทั่วประเทศใช้การดูฟรีทีวีด้วยอุปกรณ์จานดาวเทียมที่ในปัจจุบันมีราคาถูกกว่าเสาอากาศแบบเดิมและคุณภาพดีกว่าอุปกรณ์ประเภทอื่นๆ ด้วยเล่ห์เหลี่ยมทางธุรกิจกีดกันกันเข้าถึงสิทธิพื้นฐานของผู้บริโภคในการรับชมฟรีทีวีเพื่อให้ได้มาซึ่งการขยายฐานลูกค้าและช่องทางการจำหน่ายกล่องรับสัญญาณดาวเทียม GMMZ  ในราคาประมาณ ๑,๕๙๐ บาท ของตนเองได้ ทำให้ผู้บริโภคเดือดร้อนเสียหายจากการปิดกั้นผู้บริโภคมิให้เข้าถึงฟรีทีวี โดยหวังประโยชน์ในการขายกล่องสัญญาณดาวเทียม GMMZ ซึ่งมียอดจำหน่ายไม่น้อยกว่า ๘๐๐,๐๐๐ กล่องในปัจจุบัน เป็นมูลค่าสูงถึง ๑,๒๗๒ ล้านบาท  ขณะที่ค่าธรรมเนียมกล่องสัญญาณรวมค่าภาษี เพียง ๒๑๔ บาทเท่านั้น นอกจากนี้ GMMZ ยังได้รับสิทธิประโยชน์อื่นๆ เช่น สปอนเซอร์ ค่าโฆษณาสินค้าในรายการฟรีทีวี อีกมากมาย

                การอ้างการคุ้มครองลิขสิทธิ์ที่ได้มา มีเพียงข้อห้ามเรื่องการเผยแพร่และทำซ้ำ แต่ระบบลิขสิทธิ์มีขึ้นมาเพื่อสร้างสมดุลระหว่างความคุ้มครองเจ้าของสิทธิและผลประโยชน์สาธารณะและการคุ้มครองผู้บริโภค ตลอดจนกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาทั้งของไทยและต่างประเทศต่างกำหนดข้อยืดหยุ่นเพื่อไม่ให้การคุ้มครองสิทธิ  มารุกล้ำสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร การศึกษาและประโยชน์ของสาธารณะ ถึงแม้ว่าในปัจจุบันนี้จะมีความพยายามในการแก้ไขเพื่อคุ้มครองเจ้าของสิทธิให้เข้มข้นมากยิ่งขึ้นภายใต้ข้อตกลงใหม่ (Anti Counterfeit Trade Agreement, ACTA) จนกระทบสิทธิผู้บริโภค ก็ยังไม่สามารถใช้บังคับได้ในประเทศไทยและแม้แต่สหภาพยุโรปซึ่งเป็นผู้ผลักดันการเจรจา ล่าสุดคณะกรรมาธิการค้าสหภาพยุโรปก็มีมติไม่เห็นด้วยกับความตกลงดังกล่าว เพราะเห็นว่าความตกลงใหม่นี้ละเมิดสิทธิการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ความรู้ของประชาชนผู้บริโภค

 

๓.      หน่วยงานที่รับผิดชอบและเกี่ยวข้องโดยตรงไม่สามารถคุ้มครองผู้บริโภคได้จริง

นับตั้งแต่วันที่ ๘ มิถุนายนจนถึงวันฟ้องคดี(วันที่ ๒๕ มิถุนายนที่ผ่านมา) โจทก์ได้มีบทบาทและดำเนินการเรียกร้องให้หน่วยงานที่รับผิดชอบและเกี่ยวข้องทั้งหลายแก้ปัญหาการเข้าถึงบริการสาธารณะ กรณีบริการฟรีทีวี(จอดำของฟุตบอลยูโร) ให้ทำงานตามกฎหมายและบทบาทของตนเองอย่างเต็มที่ เช่น การจัดประชุมองค์กรผู้บริโภคทั่วประเทศ ๓๐๒ องค์กรเพื่อพิจารณาเรื่องนี้และทำจดหมายถึงคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์(กสท.) จำนวน ๒ ฉบับเพื่อเรียกร้องให้แก้ปัญหาจอดำ และมีคำสั่งทางปกครองกับช่อง ๓ , ๕ และ ๙ และบริษัทแกรมมี่เพื่อแก้ปัญหาเรื่องนี้แต่ไม่สามารถดำเนินได้เพียงและกรรมการกสท.ที่เห็นด้วยกลับเป็นเพียงเสียงข้างน้อย พร้อมทั้งได้มีส่วนร่วมในการแก้ปัญหากับคณะกรรมาธิการการคุ้มครองผู้บริโภคของสภาผู้แทนราษฎร การจัดประชุมร่วมกับนักวิชาการและสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค(สคบ.) การเข้าพบเพื่อขอความร่วมมือและหาทางออกเรื่องนี้กับผู้บริหารระดับสูงของสคบ.

การจัดเวทีด้วยตนเอง การมีส่วนร่วมกับการจัดเวทีของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้โดยตรง การสื่อสารสาธารณะเท่าที่มีโอกาสและช่องทางเอื้ออำนวยในเรื่องนี้ และเมื่อเห็นว่าไม่มีความคืบหน้าใดๆในการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ ได้ดำเนินการร้องเรียนเพื่อให้มีการตรวจสอบการละเลยการปฏิบัติหน้าที่ของ กสท. ผ่านผู้ตรวจการแผ่นดิน แต่ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า ผลการตรวจสอบการละเลยการปฏิบัติหน้าที่อาจจะไม่สามารถแก้ปัญหาการละเมิดสิทธิผู้บริโภคพื้นฐานในการเข้าถึงฟรีทีวีในครั้งนี้ได้ และยังมีผู้เสียหายสองกลุ่มที่เป็นผู้บริโภคทั่วไปได้ดำเนินการใช้สิทธิฟ้องคดี กสท.ต่อศาลปกครองกลาง แต่ไม่มีคำสั่งให้มีการคุ้มครองชั่วคราวให้แก้ปัญหาและคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคได้

กลุ่มองค์กรผู้บริโภคโจทก์ทั้งห้าจึงได้มีมติดำเนินการสองเรื่องที่สำคัญคือ ๑. นำเรื่องมาฟ้องคดีต่อศาลเพื่อขอให้มีการคุ้มครองก่อนมีคำพิพากษา ๒. การบอยคอตสินค้าและบริการของบริษัทแกรมมี่ทั้งหมด

ซึ่งนั่นคงเป็นคำตอบได้อย่างดีว่า ทำไมถึงเพิ่งจะมาฟ้องเพราะฟุตบอลใกล้จะจบแล้ว เกือบสามอาทิตย์ที่ผ่านมาผู้บริโภคหมดเวลาไปกับการกดดันให้กลไกหน่วยงานของรัฐทุกส่วนได้ทำหน้าที่ แต่ไม่สามารถทำหน้าที่ได้ตามกฎหมายหรือทำหน้าที่บกพร่อง ไม่มีประสิทธิภาพ มีเพียงกสท.เสียงข้างน้อยที่ต้องการให้มีการดำเนินการแก้ปัญหาการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคเท่านั้น ผู้บริโภคประชาชนจึงไม่มีที่พึ่งที่จะแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างเร่งด่วนจึงนำคดีมาสู่ศาลเพื่อให้คุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้บริโภคในเรื่องนี้

 

๔.      องค์กรผู้บริโภคต้องการอะไรในการฟ้องคดี

                เพื่อให้ศาลคุ้มครองสิทธิพื้นฐานของผู้บริโภคในการดูฟรีทีวี และห้ามการกระทำละเมิดผู้บริโภคมากกว่า ๑๑ ล้านครัวเรือนในการดูฟรีทีวี ซึ่งมีมาก่อนการทำสัญญาบุคคลของแกรมมี่ จะล้มล้างไม่ได้ หรือสัญญาบุคคลจะละเมิดสิทธิของการคุ้มครองผู้บริโภค(มหาชน)ไม่ได้

                ชดเชยความเสียหายให้กับผู้บริโภคที่ฟ้องทั้งหมดคนละ ๑,๕๙๐ บาท ซึ่งต้องถือว่า เป็นความเสียหายที่น้อยมากเมื่อเทียบกับความเสียหายของผู้บริโภค ผลประโยชน์ที่ผู้ประกอบธุรกิจได้รับ สถานะทางการเงินของผู้ประกอบธุรกิจ

            ขอให้ศาลมีคำพิพากษาเชิงลงโทษเนื่องจากบริษัทแกรมมี่และช่อง ๓,๕และ๙ ทราบดีว่า ผู้บริโภคไม่น้อยกว่า ๑๑ ล้านครัวเรือนใช้ดาวเทียมเป็นอุปกรณ์ในการดูฟรีทีวี แต่จงใจให้ผู้บริโภคเสียหายและไม่นำพาต่อความเสียหายที่จะเกิดแก่ผู้บริโภค ทั้งๆ ที่สามารถจัดการในทางเทคนิคต่อการแพร่ภาพที่ไม่ละเมิดลิขสิทธิ์ได้

                ขอให้มีคำแนะนำไปยังรัฐบาลให้เร่งผลักดันให้เกิดองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคเพื่อเป็นกลไกเสริมให้สามารถคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคได้จริงในสังคมไทย

                สุดท้ายปัจจุบันธุรกิจการแพร่ภาพและกระจายเสียง  ผ่านเทคนิคต่างๆ หลากหลายช่องทาง และเป็นธุรกิจอนาคตที่สามารถทำกำไรสูง  ดังนั้นผู้บริโภคจึงหนีไม่พ้นการถูกละเมิดสิทธิจากธุรกิจด้านนี้มากขึ้น  การฟ้องคดีในครั้งนี้เพื่อป้องกันมิให้ผู้ประกอบธุรกิจไปทำสัญญาเพื่อประโยชน์ส่วนตน แต่ละเมิดสิทธิพื้นฐานของประชนส่วนใหญ่ในประเทศอย่างเช่นปัจจุบัน   และเพื่อให้เกิดคำตัดสินที่เป็นบรรทัดฐานในการเข้าถึงบริการฟรีทีวีในอนาคต  หากไม่ดำเนินการในครั้งนี้ก็มิสามารถป้องกันการเกิดเหตุการณ์เช่นนี้แบบซ้ำซากได้

 

ป้ายกำกับ: , , , ,

หลายเรื่องร้อน! มติบอร์ด กสทช.วันนี้-แผนประมูล 3G,ร่างประกาศฯประเภทกิจการวิทยุ-โทรทัศน์,เปิดสัญญาสัมปทานสื่อ,ค่าปรับ”จอดำ”-โชว์เปลือยอก

หลายเรื่องร้อน! มติบอร์ด กสทช.วันนี้ ผ่านร่างประกาศกำหนดประเภทกิจการวิทยุ-โทรทัศน์ 4แบบ,เตรียมเปิดสัญญาสื่อที่ได้สัมปทาน ทำถูกกม.หรือไม่ พร้อมเวทีรับฟัง ตั้งกก.ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทด้านโทรคมนาคม ระหว่างผู้บริโภค และผู้ให้บริการ ลดปัญหาฟ้องร้อง

27 มิถุนายน 2555- นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และ กิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ กสทช. มีมติอนุมัติร่างประกาศที่เกี่ยวข้องกับกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ เรื่องกำหนดลักษณะและประเภทของกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ที่ผ่านการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ โดยมีการระบุความหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น

การให้บริการโครงข่ายกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ (Broadcasting Network Provider) คือ การให้บริการระบบการเชื่อมโยงของกลุ่มเครื่องส่งหรือถ่ายทอดสัญญาณหรือภาพที่ใช้ในการส่งข่าวสารสาธารณะ หรือ รายการจากสถานีไปยังเครื่องรับ ไม่ว่าจะด้วยสื่อตัวนำที่เป็นสาย คลื่นความถี่ แสง คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หรือ สื่อตัวนำอื่นใด

– การให้บริการสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการะจายเสียงหรือโทรทัศน์ (Broadcasting Network Provider) คือ การให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน หรือ สิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อการให้บริการกิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรทัศน์ ไม่ว่าจะเป็นอาคาร เสา ระบบสาย หรือ ท่อ หรือสิ่งอื่นใดในทำนองเดียวกัน

– การให้บริการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ (Broadcasting Service Provider) คือ การให้บริการการส่งข่าวสารสาธารณะ หรือรายการ ไปยังเครื่องรับที่สามารถรับชม หรือรับฟัง การให้บริการนั้นๆ ได้ ไม่ว่าจะส่งโดยผ่านระบบคลื่นความถี่ ระบบสาย ระบบแสง ระบบแม่เหล็กไฟฟ้า หรือ ระบบอื่น ระบบใดระบบหนึ่ง หรือ หลายระบบรวมกัน หรือ การให้บริการอื่นทำนองเดียวกันที่คณะกรรมการกำหนดให้เป็นกิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรทัศน์

นอกจากนี้ มีการกำหนดลักษะประภทของกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ 4ลักษณะ ประกอบด้วย การให้บริการโครงข่ายกระจายเสียงหรือโทรทัศน์, การให้บริการสิ่งอำนวยความสะดวกด้านกระจายเสียงหรือโทรทัศน์, การให้บริการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์, และการให้บริการแบบประยุกต์

การกำหนดการให้บริการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ ให้มี 2 รูปแบบ แบ่งเป็น การให้บริการที่ต้องขอรับการจัดสรรคลื่นความถี่มี 3 ประเภท คือ บริการสาธารณะ ซึ่งแบ่งเป็น 3 ประเภท, บริการชุมชน เป็นบริการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อบริการสาธารณะ แต่ต้องเป็นประโยชน์ตามความต้องการของชุมชนหรือท้องถิ่นที่รับบริการ

อีกประเภท คือ บริการทางธุรกิจ เป็นบริการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหาสกำไรในทางธุรกิจ โดยแบ่งเป็น บริการทางธุรกิจระดับชาติ บริการทางธุรกิจระดับภูมิภาค และบริการทางธุรกิจระดับท้องถิ่น

ส่วนการให้บริการที่ไม่ใช้คลื่นความถี่ซึ่งไม่ต้องขอรับการจัดสรรคลื่นความถี่ ให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ หรือ กสท.กำหนดต่อไป โดยร่างประกาศฉบับนี้ จะนำไปประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษาต่อไป เพื่อให้มีผลบังคับใช้ จากนั้นจะเริ่มออกใบอนุญาตในกิจกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ต่อไป

 

อนุมัติ..เปิดสัญญาองค์กรสื่อวิทยุ-ทีวีที่ได้สัมปทาน เป็นไปตามกม.หรือไม่

คณะกรรมการ กสทช.ยังได้อนุมัติร่างประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์การตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการอนุญาต สัมปทาน หรือ สัญญาในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ซึ่งเป็นไปตามพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553

โดยสาระสำคัญ คือการแจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับการอนุญาต สัมปทาน หรือ สัญญา รวมถึงอายุสัญญาและค่าตอบแทน พร้อมทั้งเปิดเผยข้อมูลและผลการตรวจสอบให้สาธารณชนทราบ โดยให้มีการตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาพิจารณารายละเอียดภายใน 30 วันหลังจากได้รับทราบข้อมูล จากนั้นจึงเสนอความเห็นต่อคณะกรรมการตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการอนุญาต สัมปทาน หรือสัญญาดังกล่าวให้แล้วเสร็จภายใน 120 วัน และคณะกรรมการนำมาพิจารณาภายใน 60 วัน

จากนั้นให้สำนักงาน กสทช.มีหนังสือแจ้งผลการตรวจสอบส่งให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือ หน่วยงานอื่นของรัฐ และกระทรวงเจ้าสังกัด รวมทั้งกระทรวงการคลังภายใน 7 วัน และเผยแพร่ต่อสาธารณะชน โดยคณะกรรมการสามมารถระบุว่าการดำเนินการสัญญาเป็นไปอย่างถูกต้องหรือไม่ แต่ไม่สามารถลงโทษ หรือชี้ว่าสัญญาถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง และยกเลิกสัญญาได้ โดยจะมีการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ เพื่อให้คณะกรรมการ กสทช.พิจารณาและประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป

“ร่างดังกล่าวมีรายละเอียดเกี่ยวกับผู้ที่อยู่ภายใต้สัญญาสัมปทานทั้งวิทยุและโทรทัศน์ ว่ามีการดำเนินการด้านสัญญาสัมปทานอย่างถูกต้องด้วยกฏหมายหรือไม่ โดยให้ผู้ที่ถือครองคลื่นความถี่ต้องแจ้งคลื่นความถี่ที่ถือครองมายัง กสทช.ตามกฏหมาย เพื่อนำมาตรวจสอบการถือครองคลื่นความถี่และสัญญาสัมปทานว่าถูกต้องตามกฏหมายหรือไม่ ตามอำนาจหน้าที่ของ กสทช.” เลขาธิการ กสทช. กล่าว

สำหรับสัมปทานสถานีโทรทัศน์ที่เข้าข่ายตามประกาศดังกล่าว ประกอบด้วย

สถานีโทรทัศน์ช่อง 3 ได้รับสัมปทานจากบริษัท อสมท. หมดอายุสัญญาสัมปทานปี 2553

ช่อง 7 ได้รับสัมปทานจากกองทัพบก หมดอายุสัญญาสัมปทานปี 2566

และทรูวิชั่นส์ ได้รับสัมปทานจาก บริษัท อสมท. ระยะเวลา 25 ปี หมดอายุสัญญาสัมปทานผ่านดาวเทียมวันที่ 30 กันยายน 2557 และบริการผ่านเคเบิล วันที่ 31 ธันวาคม 2562

ส่วนกิจการกระจายเสียง หรือ วิทยุ ปัจจุบันไม่มีสัญญาสัมปทานแล้ว เป็นเพียงสัญญาการเช่าเวลา หรือ สัญญาร่วมผลิตรายการ เช่น สำนักงาน กสทช.ให้บริษัท เอ-ไทม์ มีเดีย เครือแกรมมี่ เช่าเวลารายการกรีนเวฟ ทางสถานีวิทยุ 1 ปณ. FM.106.5 MHz ของสำนักงาน กสทช. ซึ่งไม่เข้าข่ายเรื่องนี้

 

ผ่านร่างหลักเกณฑ์ ประมูล 3จี 4ฉบับ

ที่ประชุมคณะกรรมการ กสทช. เห็นชอบร่างประกาศหลักเกณฑ์ 4 ฉบับ ที่เกี่ยวข้องกับหลักเกณฑ์การเปิดประมูลใบอนุญาต 3 จี ได้แก่

1.ร่างประกาศ กสทช.หลักเกณฑ์เรื่องวิธีอนุญาตการให้ใช้คลื่นความถี่สำหรับกิจการโทรคมนาคมเคลื่อนที่สากลย่าน 2.1 กิ๊กกะเฮิร์ต

2.ร่างประกาศ กสทช.เรื่อง การใช้โครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมร่วมกันสำหรับโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่

3. ร่างประกาศ กสทช. เรื่อง การใช้บริการข้ามโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ภายในประเทศ

และ 4. ร่างประกาศ กสทช. เรื่อง บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบโครงข่ายเสมือน หรือ MVNO

จากนี้ จะนำทั้ง 4 ร่างนสนอบนเว็บไซต์ กสทช. ในวันพรุ่งนี้ (28 มิ.ย. 55) เพื่อรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ และนำมากลับเสนอต่อที่ประชุม กสทช.อีกครั้ง เพื่อขอความเห็นชอบหากมีการปรับเปลี่ยนจากการรับฟังความคิดเห็นและนำประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป เพื่อเข้าสู่กระบวนการในการเปิดประมูลใบอนุญาต 3 จีในเดือนตุลาคมนี้

“หมอประวิทย์”กสทช.คนเดียว ทำคำสงวน ค้านราคาตั้งต้นประมูลใบอนุญาต 3 จี ควรเป็น 6 พันลบ.

ส่วนราคาของใบอนุญาต 3 จี ที่ประชุมเห็นชอบตามคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม ณ ราคา 4,500 ล้านบาท ต่อ 1 ใบอนุญาต (5 เมกกะเฮิร์ต) โดยแบ่งเป็น 9 ใบอนุญาต แต่ในการประชุมครั้งนี้ น.พ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กสทช.คุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม เป็นคนเดียว ที่ขอทำคำสงวนความเห็น ด้วยเห็นว่า ราคาตั้งต้นการประมูลควรอยู่ที่ 6,000 ล้านบาท ต่อ 1 ใบอนุญาต (5 เมกฯ)

 

 

 

เปิดทางผู้บริโภค ที่ไม่ได้รับความเป็น ไกล่เกลี่ยผู้ให้บริการ หวังแก้ปัญหารวดเร็ว 

ที่ประชุม กสทช. ยังเห็นชอบให้มีการเตรียมเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ เกี่ยวกับร่างระเบียบ กสทช. ว่าด้วยการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทของผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมและผู้ร้องเรียน เนื่องจากข้อพิพาทและเรื่องร้องเรียนจากบริการโทรคมนาคมมีจำนวนมากแต่การดำเนินงานยังล่าช้า จึงจำเป็นการหาแนวทางในการพิจารณาเรื่องร้องเรียนให้รวดเร็วขึ้นและลดปัญหา ลดขั้นตอนการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น

 

มีผลทันที ประกาศ กสทช.มาตรฐานคุณภาพการให้บริการโทรคมนาคม

ที่ประชุม กสทช.ยังเห็นชอบให้ ประกาศ กสทช. เรื่อง มาตรฐานของคุณภาพการให้บริการโทรคมนาคม ประเภทข้อมูลสำหรับโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ มีผลบังคับใช้ทันที เนื่องจากบริการโครงข่ายโทรศัพท์ปัจจุบันค่อนข้างมีปัญหา เพื่อใช้เป็นข้อกำหนดเกี่ยวกับมาตรฐานของการให้บริการรับส่งข้อมูลผ่านเครือข่ายโทรศัพท์มือถือทั้ง 2 จีและ 3 จี

 

ลงนามทางการ สั่งปรับเงิน 5 แสนบ. ช่อง3 โชว์สาวเปลือยอก ไทยแลนด์ ก็อต ทาเลนท์

สำหรับ การสั่งปรับทางปกครอง การนำเสนอเนื้อหาไม่เหมาะสมในรายการไทยแลนด์ ก๊อต ทาเลนท์ ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 หลังจากคณะอนุกรรมการด้านเนื้อหาและผังรายการของ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ได้มีมติให้ปรับรายการดังกล่าว 500,000 บาท เนื่องจากนำเสนอเนื้อหาไม่เหมาะสมนั้น ทางเลขาธิการ กสทช. ได้ลงนามในช่วงบ่ายวันนี้  (27 มิ.ย. 55) เพื่อแจ้งปรับไปยังสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 อย่างเป็นทางการ  โดยซึ่งเงินค่าปรับจำนวน 500,000 บาท จะนำเข้ากองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะ รวมถึงค่าปรับ 2 หมื่นบาท จากบริษัททรูวิชั่นส์ กรณีปัญหา”จอดำ”บนช่องฟรีทีวีในจานทรูฯ ซึ่งทั้งทรูวิชั่นส์ และช่อง 3 ยังไมีสิทธิ์ยื่นคัดค้านได้

 

ป้ายกำกับ: , , , , , , ,

ยลโฉม! บิ๊กแอร์บัส A380 การบินไทยตกแต่งเสร็จแล้ว รอรับมอบไตรมาส 3 ปีนี้ นำร่องบินเส้นยุโรป

ยลโฉม! การบินไทย เปิดตัวบิ๊กแอร์บัส A380 ตกแต่งเสร็จแล้ว รอรับไตรมาส 3 ปีนี้ นำร่องบินเส้นยุโรป

image

27มิ.ย.55 -การบินไทยเผยโฉมเครื่องบินแอร์บัส เอA380 ลำแรกหลังตกแต่งสีเสร็จ โดยเครื่องลำนี้เป็นเครื่องลำแรกของ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งเสร็จสิ้นกระบวนการตกแต่งสีลำตัวเครื่องบิน ติดตั้งห้องโดยสารเรียบร้อยแล้ว และได้เคลื่อนย้ายออกจากโรงงานตกแต่งสีของแอร์บัส ในเมืองฮัมบูร์ก ประเทศเยอรมนี เพื่อทดสอบระบบห้องโดยสารทั้งหมด อาทิ ระบบปรับอากาศ ระบบไฟฟ้า เก้าอี้ และระบบสาระบันเทิง อย่างละเอียด

ทั้งนี้ เครื่องบินแอร์บัส A380 ลำนี้จะเดินทางสู่เมืองตูลูส สาธารณรัฐฝรั่งเศส เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับส่งมอบแก่การบินไทย ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2555 ซึ่งจะเป็นเครื่องบินลำแรกในจำนวน 6 ลำ ที่การบินไทยสั่งซื้อ เพื่อนำมาให้บริการในเส้นทางบินจากกรุงเทพฯ สู่ประเทศต่างๆ ในภูมิภาคยุโรป

 
1 ความเห็น

Posted by บน มิถุนายน 27, 2012 in คมนาคม

 

บทความพิเศษ TDRI มุมมืดของ กสทช. : กรณีการจัดทำร่างประกาศการครอบงำกิจการของคนต่างด้าว

บทความพิเศษ..มุมมืดของ กสทช. : กรณีการจัดทำร่างประกาศการครอบงำกิจการของคนต่างด้าว

โดย เดือนเด่น  นิคมบริรักษ์

สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย

26 มิถุนายน 2555

“สุดท้ายคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค). ก็เดินหน้าที่จะผลักดัน ร่างประกาศ  เรื่อง การครอบงำกิจการของคนต่างด้าว    ซึ่งได้กำหนดนิยามของคนต่างด้าวที่เข้มงวดมากขึ้นกว่าที่กำหนดใน พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542  แต่ที่สำคัญคือ นิยามดังกล่าวหละหลวมมากเปิดช่องให้ผู้ที่ทำหน้าที่กำกับดูแลใช้อำนาจแห่งดุลยพินิจในการชี้ว่าผู้ประกอบการรายใดเป็นหรือไม่เป็นคนต่างด้าว  ปัจจัยที่ใช้ในการพิจารณาสัญชาติของผู้ประกอบการนั้นหลากหลายมาก  รวมถึง แหล่งเงินกู้ เงื่อนไขการกู้เงิน การทำสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา การทำสัญญาการจัดซื้อจัดจ้าง ฯ โดยไม่มีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาที่ชัดเจน

 

ประกาศฉบับนี้เกี่ยวกับผลประโยชน์ทางธุรกิจมหาศาล เพราะในปัจจุบัน  ตลาดโทรคมนาคมไทยมีผู้ประกอบการเอกชนรายใหญ่เพียงแค่ 3 ราย  หากมีการตีความว่ารายใดรายหนึ่งเป็นต่างด้าวแล้ว  ก็จะเหลือคู่แข่งเพียงสองราย  บัดนั้นสองรายที่เหลือก็จะสามารถกอบโกยกำไรได้โดยไม่อั้น

 

ท่านผู้อ่านที่อายุไล่เลี่ยกับผู้เขียนคงไม่ลืมว่าเมื่อยุคแรกๆ ที่มีบริการโทรศัพท์มือถือภายใต้ระบบสัมปทานประมาณ 17-18 ปีก่อน  เราต้องจ่ายค่าบริการรายเดือนเดือนละ 500 บาท (ไม่รวมค่าโทร) ค่ามัดจำ ค่าลงทะเบียน ฯลฯ รวมเบ็ดเสร็จแล้วหลายพันบาทกว่าจะมีโอกาสได้ใช้บริการ และยังถูกบังคับซื้อเครื่องโทรศัพท์ในราคาหลายหมื่น (ในขณะที่ราคาขายในฮ่องกงไม่กี่พันบาท)  ปฏิบัติการ “ขูดรีดคนไทย โดยคนไทย” ในระยะเวลาดังกล่าวทำให้เกิดธุรกิจแสนล้านในพริบตา

 

ประสบการณ์ดังกล่าวชี้ชัดว่า  ประกาศฉบับนี้สามารถเป็นเครื่องมือที่ดีเลิศในการผูกขาดตลาดโทรคมนาคมสำหรับกลุ่มทุนที่มีเส้นสายทางเศรษฐกิจการเมือง เพราะสามารถนำประกาศดังกล่าวมาเป็นเครื่องมือในการเขี่ยคู่แข่งบางรายออกจากตลาดได้  โดยเริ่มจากการประมูลคลื่น 3G ที่จะเกิดขึ้นในไม่อีกกี่เดือนข้างหน้า  หากรายหนึ่งถูกตัดสิทธิในการเข้าประมูลเพราะถูกตีความว่าเป็นต่างชาติก็จะเหลือเพียงสองรายทำให้ไม่ต้องแข่งขันกันในการประมูลเพราะคลื่นความถี่ที่มีอยู่เกินพอสำหรับสองราย  ใช้เท่าไรก็ไม่หมด  หากเป็นเช่นนั้นแล้ว  การพัฒนาธุรกิจโทรคมนาคมของไทยก็จะกลับไปสู่ยุคมืดของตลาดผูกขาดสองรายเหมือนเดิม

 

อันที่จริงแล้ว ประกาศ  เรื่อง การครอบงำกิจการของคนต่างด้าวมีการบังคับใช้มาตั้งแต่เดือนกันยายน พ.ศ. 2554 โดยกรรมการกำกับกิจการโทรคมนาคมชุดก่อน (กทช) เป็นผู้ผลักดันอย่างรีบเร่งก่อนที่จะหมดวาระ  กรรมการชุดใหม่ที่เข้ามาปฏิบัติหน้าที่เมื่อปลายปี พ.ศ. 2554 มีท่าทีว่าอยากที่จะยกเลิกประกาศฉบับนี้และได้มีการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น  แต่เมื่อเวลาผ่านไป  ท่าที่ของกรรมการกำกับกิจการโทรคมนาคมหลายท่านเปลี่ยนไป  กลับคล้อยตามประกาศดังกล่าวอย่างน่าประหลาด สุดท้ายแล้ว  เพียงแต่มีความเห็นให้ตัดข้อความที่เกี่ยวกับความมั่นคงซึ่งเป็นข้ออ้างหลักในการออกประกาศฉบับดังกล่าวของกรรมการชุดก่อนออกไปเท่านั้น  แต่ยังคงนิยามของคนต่างด้าวที่คลุมเครืออย่างเดิม

 

ร่างประกาศดังกล่าวไม่ได้มีปัญหาเฉพาะในเรื่องของเนื้อหาสาระ  หากแต่มีปัญหาในส่วนของกระบวนการและขั้นตอนในการจัดทำอีกด้วย  ซึ่งขัดกับทั้งกฎหมายและระเบียบของ กสทช. เอง ซึ่งน่าจะเป็นประเด็นที่สามารถนำไปฟ้องศาลปกครองได้

 

ประการแรก ข้อ ๖ ของระเบียบคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๙ ระบุไว้ว่า “การประเมินผลกระทบจากการกำกับดูแลต้องจัดทำเป็นรายงาน โดยต้องนำเสนอพร้อมกับเรื่องหรือร่างประกาศที่จะเสนอเข้าสู่การประชุมทุกครั้ง” แต่ในการประชุม กทค. ที่ให้การเห็นชอบร่างประกาศ ฯดังกล่าวกลับไม่มีการนำเสนอรายงานการประเมินฯ ดังกล่าวเพื่อประกอบการพิจารณาแต่อย่างใด  ถึงกระนั้น  กรรมการ กทค. 4 ใน 5 ท่านก็พร้อมที่จะเห็นชอบประกาศดังกล่าวโดยปราศจากข้อมูลหลักฐานและผลการวิเคราะห์ผลกระทบที่อยู่บนพื้นฐานหลักการทางวิชาการ

 

อนึ่ง  ผู้เขียนได้พยายามสอบถามว่าเหตุใดจึงไม่มีการทำรายงานผลกระทบจากการกำกับดูแลตามระเบียบของ กสทช. ได้รับการชี้แจงว่า ระเบียบดังกล่าวเกินเลยไปกว่าบทบัญญัติของกฎหมาย  เนื่องจากมาตรา 28 ของ พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ พ.ศ. 2553 ซึ่งกำหนดขั้นตอนในการรับฟังความคิดเห็นมิได้กล่าวถึงการจัดทำรายงานประเมินผลกระทบแต่อย่างใด  การเพิ่มขั้นตอนในการออกกฎ ระเบียบให้โปร่งใสมากขึ้นตามมาตรฐานสากลนั้นเป็นการกระทำที่ขัดกับกฎหมายหรือ ?

 

ประการที่สอง  มาตรา 28 ของ พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ ฯ พ.ศ. 2553  กำหนดว่า  ในการรับฟังความคิดเห็นนั้นจะต้องให้ระยะเวลาไม่น้อยกว่า 30 วัน  ยกเว้นกรณีเร่งด่วน  แต่การรับฟังความคิดเห็นเมื่อวันที่ 21 มิถุนายนที่ผ่านมานั้นได้มีการประกาศให้ประชาชนทราบเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน เพียง 3 วันล่วงหน้าโดยได้แจ้งในเว็บไซต์ของ กสทช. ว่าร่างประกาศฯ ได้ปรากฏในเว็บไซต์ของ กสทช. ตั้งแต่วันที่ 17 พฤษภาคมแล้วจึงครบหนึ่งเดือน  ผู้เขียนไม่ทราบว่า กสทช. คาดว่าผู้ที่มีส่วนได้เสียจะเปิดเข้ามาชมเว็บไซต์ของ กสทช. ทุกวันเพื่อตรวจสอบว่ามีการโพสต์ร่างประกาศดังกล่าวหรือ ?

 

ความพยายามที่จะรวบรัดกระบวนการในการออกประกาศ ฯ สะท้อนถึงเจตนารมณ์ที่จะปกปิดข้อบกพร่องอย่างร้ายแรงของประกาศฉบับนี้ ไม่ว่าจะเป็นนิยามของคนต่างด้าวที่ลอกมาจากการพิจารณาอำนาจในการควบคุมธุรกิจของกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ที่ไม่เกี่ยวกับการพิจารณาสัญชาติแต่อย่างใด หรือ การที่ประกาศฉบับนี้ขัดกับพันธกรณีของไทยในองค์การการค้าโลก เมื่อไม่นานมานี้  นักวิชาการอิสระด้านกฎหมายท่านหนึ่งได้วิจารณ์ประเด็นปัญหาเหล่านี้ในรายละเอียดผ่านหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์แล้ว

 

ผู้เขียนรู้สึกท้อแท้กับสิ่งที่เกิดขึ้น  และหวังว่าคณะกรรมการชุดใหญ่ คือ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)  โดยเฉพาะท่านประธาน กสทช.  ว่าท่านจะใช้ภาวะผู้นำในการไม่ให้ความเห็นชอบร่างประกาศของ กทค. ที่ไม่มีเหตุผลความจำเป็นรองรับที่ชัดเจนและมีกระบวนการและขั้นตอนในการจัดทำที่ผิดระเบียบและกฎหมายมากมาย

 

อนึ่ง มาตรา 27(11) แห่ง พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ ฯ พ.ศ. 2553 ระบุว่า กรรมการ กสทช. มีอำนาจหน้าที่ในการ “กำหนดมาตรการเพื่อป้องกันการกระทำอันเป็นการผูกขาด” และ มาตรา 27(13) “คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนมิให้ถูกเอาเปรียบจากผู้ประกอบการ”  หากประกาศฉบับนี้นำไปสู่การผูกขาดในกิจการโทรคมนาคมไทย  ส่งผลให้ผู้บริโภคถูกเอาเปรียบแล้ว  กรรมการคงจะต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตนที่อาจถูกตีความว่าเป็น “บกพร่องต่อหน้าที่อย่างร้ายแรง” หรือ “ไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ” ซึ่งนำไปสู่การถอดถอนตามมาตรา 21 และ 22 ของกฎหมายดังกล่าวได้.

 

ปธ.ธุรกิจการบิน มั่นใจหอบังคับการบินสุวรรณภูมิไร้ปัญหา ด้านบวท.ย้ำจะไม่เกิดปัญหาเรด้าร์ขัดข้องอีก

ปธ.ธุรกิจการบิน มั่นใจระบบหอบังคับการบินสุวรรณภูมิปลอดภัย ด้านบวท.ย้ำจะไม่เกิดปัญหาอีก

26 มิ.ย.55-  บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย แถลงผลการหารือร่วมกับคณะกรรมการดำเนินงานธุรกิจการบิน เกี่ยวกับผลกระทบต่อสายการบิน กรณีเหตุการณ์ระบบจ่ายไฟฟ้ากำลังต่อเนื่องหลัก หรือ UPS ที่จ่ายไฟฟ้ากำลังให้ระบบประมวลผลสัญญาณเรดาร์ ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ขัดข้องเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2555

นาวาอากาศตรี ประจักษ์ สัจจโสภณ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด ระบุว่า เหตุขัดข้องที่เกิดขึ้นส่งผลให้เที่ยวบินประสบปัญหาการล่าช้า หรือ ดีเลย์ เนื่องจากต้องชะลอการเข้าและออกของเครื่องบินทั้งหมดที่ได้รับผลกระทบ  เพื่อดำเนินการตามแผนปฏิบัติการฉุกเฉินอย่างเร่งด่วน ในการจัดการจราจร ทางอากาศในลักษณะ non-radar ให้เกิดความปลอดภัยสูงสุด

ทั้งนี้ วิทยุการบินฯ ได้วิเคราะห์ระบบการควบคุมจราจรทางอากาศทั้งหมด และวางแผนรองรับไม่ให้เกิดเหตุการณ์ระบบจ่ายไฟฟ้าต่อเนื่องอัตโนมัติ หรือ UPS ขัดข้องซ้ำอีก พร้อมมีมาตรการรองรับ โดยจะปรับปรุงระบบไฟฟ้ากำลัง โดยการติดตั้ง breaker เพิ่มเติม เพื่อแยก input UPS เพื่อป้องกันปัญหาในกรณีที่ UPS ตัวใดตัวหนึ่งเสียหาย แล้วจะไม่ส่งผลต่อระบบทั้งหมด โดยขณะนี้ได้ดำเนินการแล้วเสร็จ

นอกจากนี้ ยังปรับปรุงระบบ monitor สถานะของระบบ UPS ให้สามารถส่งสัญญาณเสียงแจ้งเหตุขัดข้องเพิ่มเติม และเพิ่มระบบติดตั้ง UPS สำรองสำหรับระบบการเดินอากาศ ซึ่งจะแล้วเสร็จ ในเดือนสิงหาคมนี้ เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจแก่ผู้ใช้บริการ

นางมาริสา พงษ์พัฒนพันธุ์ ประธานคณะกรรมการดำเนินงานธุรกิจการบิน หรือ AOC  ระบุว่า การรับฟังคำชี้แจงจากวิทยุการบินฯ ทำให้สายการบินทราบถึงสาเหตุ และข้อเท็จจริงต่าง ๆ ปัญหาที่เกิดขึ้น เชื่อว่าเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น ทางสายการบินเข้าใจการปฎิบัติหน้าที่ของวิทยุการบิน  โดยเฉพาะในระหว่างที่มีการปรับปรุงรันเวย์ที่สนามบินสุวรรณภูมิ อยู่ในขณะนี้ ซึ่งการทำงานที่ผ่านมาสายการบินต่าง ๆ ได้ประสานกันอย่างใกล้ชิดกับวิทยุการบินฯ

สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แม้สายการบินเป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง แต่ก็ยังคงไว้วางใจในความสามารถต่อการควบคุมจราจรทางอากาศ และการบริหารงานของวิทยุการบินฯ แต่ก็หวังว่า จะไม่เกิดปัญหาเช่นนี้อีก

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน มิถุนายน 26, 2012 in คมนาคม, สนามบิน

 

ป้ายกำกับ: , , , , ,