RSS

Monthly Archives: พฤษภาคม 2012

ตรวจคุณภาพ! ยังไม่แจกจริง”แท็บเล็ตป.1″ ถึงไทยแล้ว ส่งไปก.ไอซีทีบ่ายวันนี้

image

เอามาตรวจสอบ! แท็บเล็ตป.1 ถึงไทยวันนี้ ตรวจคุณภาพ เพื่อให้สโคป เดินสายพานผลิตจริง 23พ.ค.55- ในช่วงเช้าวันนี้ เครื่องแท็บเล็ตป.1 ถูกจัดส่งมาจากเมืองจีน เดินทางถึงไทยแล้ว โดยมีกระทรวงไอซีที และศึกษาธิการ ตรวจรับจำนวน 2พันชุด เครื่องแท็บเล็ตจำนวน 2พันชุดวันนี้ มีสายการบินขนส่งสินค้า”UPS” เป็นผู้นำส่ง โดยเดินทางออกจากประเทศจีน มาถึงไทยเวลาประมาณ 5นาฟิกา โดยมีเจ้าหน้าที่จากกระทรวงไอซีที และศึกษาธิการเป็นผู้รับมอบ จากนั้นแท็บเล็ตจะถูกลำเลียงไปตามกระบวนการคลังสินค้า  โดยมีเจ้าหน้าที่จากกระทรวงศึกษาธิการ หรือ ศธ. และ กระทรวงไอซีที เป็นผู้ตรวจสอบและเซ็นรับสินค้า ก่อนนำมาที่กระทรวงไอซีที เพื่อตรวจเช็คสเปกของแท็บเล็ตอีกครั้งในเวลาประมาณ 13นาฬิกา โดยคาดการณ์ว่าจะใช้เวลาตรวจสอบและลงนามไม่เกินวันที่ 27 พ.ค. 2555 ร  ทั้งนี้ แท็บเล็ต 2พันเครื่อง ยังไม่ใช่เครื่องที่จะส่งให้เด็กป.1 แต่เป็นเครื่องที่นำมาตรวจสอบคุณภาพว่าตรงตามเสป็คที่กำหนดหรือไม่ เพื่อจะอนุมัติให้สโคปผลิตต่อไป โดยการขนส่งจากนี้เพื่อให้ของกระจายไปยังโรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จะเป็นผู้รับผิดชอบ ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน พฤษภาคม 23, 2012 นิ้ว ไอที

 

ป้ายกำกับ: , , , , , , ,

ย้อนอดีตฉบับย่อ! “ปลัดคมนาคม”ลาออกก่อนปปช.สรุปสำนวนอีก 2 วัน กับปมปริศนา คดีโจรปล้นบ้าน

ย้อนอดีตฉบับย่อ! “ปลัดคมนาคม”ลาออกก่อนปปช.สรุปสำนวนอีก 2 วัน กับปมปริศนา คดีโจรปล้นบ้าน

603gaz.jpg

นายจารุพง์ เรืองสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ยืนยันว่า ขณะนี้ นายสุพจน์ ทรัพยล้อม ปลัดกระทรวงคมนาคม ซึ่งถูกโยกย้ายไปช่วยราชการสำนักนายกรัฐมนตรี  ได้ยื่นใบลาออกจากราชการตั้งแต่วันที่ 18 พฤษภาคมที่ผ่านมา แต่ก็เตรียมที่จะแต่งตั้งปลัดกระทรวงคมนาคมคนใหม่แล้ว พร้อมเชื่อว่าจะไม่มีผลกระทบต่อกรณีที่ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. นัดสรุปความเห็นในคดีปลัดกระทรวงคมนาคมร่ำรวยผิดปกติ ในวันที่ 24 พฤษภาคมนี้  หรือในอีก 2 วันข้างหน้า

“ตอนท่านปลัดยื่นจดหมายลาออกมาที่กระทรวงคมนาคม แต่ช่วงนั้นผมไม่อยู่ไปประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรพอดี จึงยังไม่ได้คุยกัน ซึ่งปปช.จะชี้มูลอีก 2 วันข้างหน้า ผมว่าไม่น่ามีปัญหาเพราะแม้จะออกจากราชการไปแล้ว แต่ปปช.ก็ยังต้องสอบต่อไป ส่วนเรืื่องตั้งปลัดคมนาคมคนใหม่ ยังไงก็ต้องตั้งอยู่แล้ว เพราะงานต้องเดินหน้า และต้องมีคนมาทำงานต่อ แต่คงระยะเวลาอีกสักระยะ”รมว.คมนาคม กล่าว

ย้อนอดีตไป คืนวันที่ 12 พฤศจิกายนปีที่แล้ว ระหว่างประเทศไทยประสบวิกฤตมหาอุทกภัย และวันนั้นนายสุพจน์ และครอบครัว ไปงานแต่งงานลูกสาว  ก็เกิดเหตุกลุ่มโจรปริศนา 6 คน เข้างัดบ้านที่ซอยลาดพร้าว64 เนื้อที่ประมาณ 200 ตารางวา กวาดเงินไป 200 ล้านบาท และสารภาพว่าพบเงินใส่ถุงอีก ไม่ต่ำกว่า 700-1,000 ล้านบาทอยู่ในบ้าน

ปมสำคัญ..คือ หนึ่งในคนร้ายทิ้งปริศนาที่ บอกกับแม่บ้านซึ่งที่ถูกจับมัดว่า

“ไม่ได้มาทำร้ายอะไร ที่มาเพราะเจ้านายให้มาเอาของที่เจ้านายเธอเอาไป”

 

ขณะที่นายสุพจน์ ยืนกรานจนถึงขณะนี้ ว่า เป็นสินสอดงานแต่งงานลูกสาว แต่ไม่แน่ใจในจำนวนเงินที่ถูกขโมย

ซึ่งคดีนี้ ทำให้ถูกตั้งข้อสังเกตถึงจำนวนเงินที่มากผิดปกติในบ้านพักของปลัดกระทรวงคมนาคม และทำให้คณะกรรมการป.ป.ช. มีมติรับเรื่องไว้สอบสวน ขณะเดียวกันนายสุพจน์ ได้ถูกกระทรวงคมนาคม ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงอีก 1 ชุดเมื่อปลายเดือนกันยายน 2554 เพื่อดูว่ามีมุลพอที่จะสอบสวนทางวินัยด้วยหรือไม่ โดยมีนายธงทอง จันทรางศุ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน

นายสุพจน์ ได้รับแต่งตั้งจากตำแหน่งอธิบดีกรมทางหลวง ให้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงคมนาคม เมื่อเดือนตุลาคมปี 2552 ในสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีนายโสภณ ซารัมย์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ซึ่งหากไม่เกิดเหตุในคดีนี้ นายสุพจน์ จะสิ้นสุดอายุราชการในตำแหน่งปลัดกระทรวงคมนาคม ในปี 2556

ภาพประกอบจาก ไทยรัฐ

สำหรับประวัติของนายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม อายุ 58 ปี  เกิดเมื่อ 27 กุมภาพันธ์ 2496 จบการศึกษาปริญญาตรีวิศวกรรมศาสตร์(โยธา)จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า ธนบุรี เริ่มทำงาน ปี 2520 เป็นเจ้าหน้าที่แรงงาน 3 กรมแรงงาน กระทรวงมหาดไทย ปี 2521 เป็นนายช่างโยธา 3 กรมชลประทาน ปี 2521-2541 ต่อมาย้ายข้ามไปกระทรวงคมนาคม เป็น วิศวกรออกแบบทาง กรมทางหลวง ระดับ 3-8 กองสำรวจและออกแบบ กรมทางหลวง และได้รับแต่งตั้งให้เป็นอธิบดีกรมทางหลวงเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2551
  

ประวัติ สุพจน์ ทรัพย์ล้อม
    ชื่อ สุพจน์ ทรัพย์ล้อม
     อายุ 58 ปี
     เกิดเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2496
การศึกษา
     โรงเรียนจิระศาสตร์วิทยา
     โรงเรียนเซนต์จอห์น
     วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 45
     นักบริหารระดับสูง นบส.1 รุ่นที่ 36 (ก.พ.)
     หลักสูตรผู้บริหารเทคโนโลยีสารสนเทศระดับสูง รุ่นที่ 16
     วิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า ธนบุรี

ตำแหน่งปัจจุบัน  
     ปลัดกระทรวงคมนาคม

ตำแหน่งอื่นในปัจจุบัน
     ประธานกรรมการ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย
     กรรมการการรถไฟแห่งประเทศไทย
     กรรมการบริษัท ขนส่ง จำกัด
     กรรมการการเคหะแห่งชาติ
     กรรมการการรถไฟแห่งประเทศไทย และ กรรมการผังเมือง

ประสบการณ์ทำงาน  
     อธิบดีกรมทางหลวง
     อธิบดีกรมทางหลวงชนบท
     ผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม (ผู้ตรวจราชการกระทรวง 10)
     รองอธิบดี (นักบริหาร 9) กรมทางหลวงชนบท
     ผู้ช่วยปลัดกระทรวงคมนาคม (นักบริหาร 9)
     คณะกรรมการการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย

ความเชี่ยวชาญ  
     ด้านบริหารจัดการ บริหารธุรกิจ
     ด้านกลยุทธ์ การวางแผนพัฒนา
     ด้านคมนาคมและการสื่อสาร
     ด้านวิศวกรรม
หน่วยงานในสังกัด กระทรวงคมนาคม
สำนักงานปลัดกระทรวงคมนาคม
กรมเจ้าท่า
กรมการขนส่งทางบก
กรมการบินพลเรือน
กรมทางหลวง
กรมทางหลวงชนบท
สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร
 
 
หน่วยรัฐวิสาหกิจ ในสังกัดกระทรวงคมนาคม 
การรถไฟแห่งประเทศไทย
– บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด
การท่าเรือแห่งประเทศไทย
การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย
การทางพิเศษแห่งประเทศไทย
องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ
สถาบันการบินพลเรือน
บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)
บริษัท ขนส่ง จำกัด
บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน)
บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด
บริษัท ไทยเดินเรือทะเล จำกัด
บริษัท โรงแรมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จำกัด
บริษัท ไทย-อะมาดิอุส เซาท์อีสต์ เอเชีย จำกัด 

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน พฤษภาคม 22, 2012 นิ้ว การเมือง, คมนาคม

 

ป้ายกำกับ: , , , , , , ,

รมว.คมนาคม ซัดสหภาพบินไทย เป็นเพื่อนร่วมรุ่นป้อง”ปิยสวัสดิ์” แจงปมเด้งDD เหตุซื้อฝูงบิน 38ลำ

รมว.คมนาคม ซัด สหภาพบินไทย เป็นเพื่อนร่วมรุ่น “ปิยสวัสดิ์” แจงปมเด้งดีดี ซื้อฝูงบิน 38 ลำ

7k9eb.jpg

22พ.ค.55 – นายจารุพงค์ เรืองสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยกรณีการเลิกจ้างนายปิยสวัสดิ์  อัมระนันทน์ พ้นจากตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ว่า เรื่องนี้อำนาจอยู่ที่บอร์ด และบอร์ดดำเนินการ ท่านอย่านำมาโยงกับเรื่องการเมือง บอร์ดสื่อสารกับดีดีไม่ตรงกัน เป็นเรื่องที่บอร์ดคุยกับดีดี เป็นเรื่องที่ตัดสินใจด้วยดีทั้ง 2 ฝ่าย ฝ่ายการเมืองคงไม่ต้องพูดอะไร ที่มองกันว่าการเมืองสั่งนั้น ขอให้ฟังดีๆ นะว่า บอร์ดมี 12 คนที่ออกมติเลิกจ้าง แต่บอร์ดจำนวน 7 คน ตั้งมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลที่แล้ว (พรรคประชาธิปัตย์) ซึ่งบอร์ดมีมติเอกฉันท์ทั้ง 12 คน

“การมีมติดังกล่าว บอร์ดต้องรับผิดชอบ ซึ่งบอร์ดได้วิเคราะห์และตัดสินใจเลือกทางเดินที่เหมาะสมแล้ว แต่ถามว่าจะห่วง ไม่ห่วง เปลี่ยนดีดี หรือไม่เปลี่ยน ผมก็ห่วงเหมือนกันทั้งหมด ก็ดูอยู่ ส่วนเรื่องสหภาพฯ บินไทยออกมาเคลื่อนไหวนั้น ท่านก็รู้ว่าสหภาพฯ กับดีดี (ปิยสวัสดิ์) นั้น เป็นนักเรียนรุ่นเดียวกัน มาถามอะไรกัน เค้ารู้กันหมดแล้ว และสหภาพฯ บินไทยจริงๆ ทางกระทรวงแรงงานไม่ได้รับรอง“รมว.คมนาคม กล่าว

ส่วนการตรวจสอบฝูงบินใหม่ 38 ลำที่มีกระแสข่าวว่า นายปิยสวัสดิ์ไม่เห็นด้วยนั้น รมว.คมนาคม ระบุว่า  ตามแผนแล้วในปี 2018 เป็นต้นไป จะต้องมีแผนทั้งเช่า และซื้ออะไรก็แล้วแต่ แต่จะมีเครื่องบินทั้งหมด 75 ลำ ซึ่งการสื่อสารไม่ตรงกัน คือ ดีดีเห็นว่าการจะไปข้างหน้า เป็นอำนาจของบอร์ดและดีดีในการเสนอ ไม่ต้องขอเห็นชอบกับครม.อีก แต่บอร์ดบอกว่า เงินลงทุนอีกหลายแสนล้านในอนาคต จะไม่คุยกับครม.ได้อย่างไร นี่คือที่มาของคำว่า การสื่อสารไม่ตรงกัน เรื่องนี้ไม่มีใครผิดใครถูก หากการบินไทยจะเดินหน้าด้วยเงินเป็นแสนล้าน มันก็ต้องคุยกันบ้างสิ แล้วมันผิดมั้ยละ เรื่องนี้ต้องไปถามท่านกบ เคลียร์มั้ย จะได้เข้าใจกัน

 

ulsan.jpg

เมื่อเวลาประมาณ 16 นาฬิกา สหาภาพฯ การบินไทย นำโดยนางแจ่มศรี สุขโชติรัตน์ ประธานสหภาพ ออกจดหมายเปิดผนึกถึง นายอำพน กิตติอำพน ประธานบอร์ดบริษัท การบินไทย เพื่อขอให้ชี้แจงเหตุผลการเลิกจ้าง นายปิยสวัสดิ์ โดยระบุว่า ตามที่คณะกรรมการบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้มีมติ เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2555  เลิกจ้างนายปิยสวัสดิ์  อัมระนันทน์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่  ด้วยเหตุผลว่าเนื่องจากปัญหาการสื่อสารไม่เป็นเอกภาพ  และได้ตกลงกับนายปิยสวัสดิ์ ฯ ในฐานะพี่น้องแล้วนั้น   สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทยโดยมติของคณะกรรมการสหภาพแรงงานฯ ใคร่ขอให้ท่านชี้แจงความจริงต่อพนักงานทั้งมวลถึงเหตุผลในการเลิกจ้าง  เนื่องจากเหตุผลดังกล่าวพนักงานไม่สามารถเข้าใจได้  เพราะจากข้อเท็จจริงที่พนักงานได้รับทราบจากกรรมการบริษัทฯคือ  ผลการประเมินกรรมการผู้อำนวยการใหญ่อยู่ในเกณฑ์ดีมาก  ผลประกอบการของบริษัทฯในไตรมาสแรกมีกำไร    อยู่ในเกณฑ์ดี และที่ผ่านมาการมอบนโยบายต่างๆ เพื่อให้นำไปบริหารจัดการไม่เคยมีความขัดแย้ง 

บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) เป็นรัฐวิสาหกิจที่ต้องการความโปร่งใส   ปัญหาทุกอย่างที่เกิดขึ้นควรมีคำตอบที่ชัดเจนเพื่อให้ผู้ถือหุ้น และประชาชนผู้เป็นเจ้าของการบินไทยได้มั่นใจในการบริหารที่มีธรรมาภิบาล   สหภาพแรงงานฯ จึงใคร่ขอให้ท่านชี้แจงข้อเท็จจริงทั้งหมดให้พนักงานได้รับทราบ เพื่อให้ยุติความเคลือบแคลงสงสัยในประเด็นปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น  โดยขอให้ท่านจัดประชุมชี้แจงพนักงานที่บริษัทฯ เป็นการเร่งด่วน

ฟังคลิป แจ่มศรี แถลงเรียกร้องประธานบอร์ด ตั้งเวทีสาธารณะชี้แจงพนักงานภายใน 7 วัน

http://www.youtube.com/watch?v=myqxAIUI17c&feature=g-upl

 

นายสาวิทย์ แก้วหวาน เลขาสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ หรือ สรส. ระบุว่า รัฐวิสาหกิจแห่งนี้ หากดำเนินการไม่รอบคอบจะเกิดความเสียหายกับองค์กร และท้ายที่สุดประชาชนจะเป็นผู้รับผิดชอบ ซึ่งสิ่งที่บอร์ดได้ออกเป็นมตินั้น ต้องชี้แจงให้สังคมเข้าใจชัดเจนว่า การสื่อสารไม่เข้าใจกันนี่คือเรื่องอะไร มีเหตุผลเพียงพอในการปรับออกหรือไม่ แม้สัญญาจะสามารถทำได้ แต่หลักศีลธรรมจรรยา ธรรมาภิบาลในองค์กรมันต้องมี ซึ่งการทำอะไรต้องเกิดความชัดเจนและโปร่งใส และมีเหตุผลเพียงพอในการดำเนินการหรือไม่อย่างไร

“หากผมตั้งข้อสังเกตไม่ผิดไปนัก นี่คือกระบวนการทำให้กระบวนการองค์กรรัฐวิสาหกิจมีปัญหา จนนำไปสู่การแปรรูปในวันข้างหน้า เหมือนที่การบินไทยเคยเจอมาก่อนหน้านี้เรื่องขายหุ้น 2 % แต่ในที่สุดก็ถูกต่อต้านจากพนังกงานและสหภาพฯ ทั้งนี้ การทำอะไร ก็ควรต้องรับฟังเสียงพนักานกว่า 2 หมื่นคนของการบินไทยและสหภาพฯด้วย ซึ่งการบินไทย เป็นองค์กรขนาดใหญ่ มีพื้นฐาน มีต้นทุนมากมาย ซึ่งการทำไม่รอบคอบก็จะเกิดความเสียหาย ซึ่งรัฐวิสาหกิจไทยเสียหายมามากจากการเข้ามาแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง”

ขณะที่วันนี้ นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันท์ เดินทางเข้าปฎิบัติหน้าที่ สำนักงานใหญ่ การบินไทย ตามปกติ

ย้อนฟัง ปมร้อนแรง..ข้อกังขา เหตุถูกเด้ง จาก”ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์” ทันทีที่รู้ตัวว่าถูกเด้ง พ้น ดีดีบินไทย

คลิป 1  http://www.youtube.com/watch?v=bcBk_mB9wLQ

คลิป 2  http://www.youtube.com/watch?v=KeWFFEDNqDc&feature=context-gau

คลิป จบ  http://www.youtube.com/watch?v=C6PD15kmTaU&feature=context-gau

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน พฤษภาคม 22, 2012 นิ้ว การเมือง, คมนาคม

 

ป้ายกำกับ: , , , , , , , , ,

อยู่งานสัมมนาทั้งวัน! แหล่งข่าว วิทยากร น่าสนใจมาก“มองมุมใหม่ :ทีวีดาวเทียม และโมบายล์ทีวี” (กำหนดการ) ->

21 พ.ค.55 – วันนี้ มีงานสัมมนาน่าสนใจเรื่อง “มองมุมใหม่… ทีวีดาวเทียมและโมบายล์ทีวี”  ตั้งแต่เวลา 08.30–16.45 น. ณ ห้องบอลรูม ชั้น 4 โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ

กำหนดการ

08.30 – 09.00 ลงทะเบียน / พบผู้สื่อข่าว

09.00 – 09.10 กล่าวต้อนรับ โดย ผู้แทนจากมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

09.10 – 09.35 Keynote Presentation: “บทบาท ITU ในการปิดช่องว่างดิจิตอลและกรณีศึกษาที่เด่น” โดย Eun-Ju Kim, Ph. D.ผู้อำนวยการประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ หรือ International Telecommunication Union (ITU)

09.35 – 10.00  ปาฐกถาหัวข้อ “Forward Looking Satellite TV in Digital Era – มุมมองของทีวีดาวเทียมเมื่อมีดิจิตอลทีวี”  โดย คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บ.ไทยคม จก. (มหาชน)
10.00 – 10.25 Keynote: “โอกาสของการยอมรับโมบายล์ทีวีในประเทศไทย”
โดย ดร.จิตรเกษม งามนิล กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท อินเตอร์แนชั่นเนิลเอนจีเนียริง จำกัด (มหาชน)

10.25 –10.50 ปาฐกถาหัวข้อ “Cloud Computing และรูปแบบธุรกิจใหม่”
โดย คุณโฆษิต สุขสิงห์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ที.ซี.ซี เทคโนโลยี จำกัด

10.50 – 11.05 Coffee Break

11.05 – 12.00 Dialog Talk หัวข้อ: “Shifting Platform … Satellite TV What’s next?” โดย
1. รศ.สุธรรม อยู่ในธรรม คณบดี คณะนิติศาสตร์และประธานสถาบันวิชาการนโยบายสาธารณะกับธุรกิจและการกำกับดูแล มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

2. คุณธีระพงศ์ โสดาศรี อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์

3. คุณเอกชัย ภัคดุรงค์ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการส่วนงานกิจการองค์กร บ.ไทยคม จก. (มหาชน)

12.00 – 13.00 พักรับประทานอาหารกลางวัน

Session I Panel Discussion: “Shifting Platform: Satellite TV”

13.00 – 14.00 ร่วมเสวนาโดย

1. คุณอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ กรรมการผู้อำนวยการ บ. เนชั่นบรอดแคสติ้ง คอรปอเรชั่น จก. (มหาชน)

2. คุณอารักษ์ ราษฎร์บริหาร บริษัท โซลูชั่น คอนเนอร์ 1998 จำกัด (มหาชน) / Spring News

3. ดร.นิพนธ์ นาคสมภพ นายกสมาคมโทรทัศน์ดาวเทียม (ประเทศไทย)

4. คุณอมรภัทร ชมรัตน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เน็กซ์ สเต็ป จำกัด

ดำเนินรายการ โดย รศ.สุธรรม อยู่ในธรรม คณบดี คณะนิติศาสตร์และ ประธานสถาบันวิชาการนโยบายสาธารณะกับธุรกิจและการกำกับดูแล มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

Session II New Business Mobile TV

14.00 – 14.40  Presentation ระบบ ISDB – ประเทศญี่ปุ่น
Mr.Toru Sano, Deputy Manager, Strategy Cross-Media Business Planning & Development, Programming Division
Nippon Television Network Corporation

14.40 – 15.10  Keynote: “ความรับผิดชอบของ กสทช. ในการดูแลผลประโยชน์ของประชาชน” โดย คุณสุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)

15.10 – 15.25 Coffee Break

15.25 – 16.25  Panel Discussion “ธุรกิจใหม่ Mobile TV กับผลกระทบหรือโอกาส”

1. คุณวิทวัส ชัยปาณี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บ. ครีเอทีฟจูซ จีวัน จก. และนายกกิตติมศักดิ์สมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย

2. คุณธนา เธียรอัจฉริยะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (สายธุรกิจบรอดแคสติ้ง) บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน)

ดำเนินรายการ โดย รศ.สุธรรม อยู่ในธรรม คณบดี คณะนิติศาสตร์และ ประธานสถาบันวิชาการนโยบายสาธารณะกับธุรกิจและการกำกับดูแล มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

16.25 – 16.45 (20) Closing Speech: “วาระทางสังคมและการกำกับดูแล”
โดย ดร.ภูษณ ปรีย์มาโนช ประธานสถาบันนโยบายสังคมและเศรษฐกิจ (ISEP)
*******************************************

 

ป้ายกำกับ: , , , , , , , , , ,

โอ้ว ปตท.! ไตรมาสแรก ปตท.แชมป์ฟันกำไรสูงสุด-ปตท.สผ.อันดับสอง-ปตท.เคมิคอล อันดับห้า กำไร3 บ.รวม 65,526 ลบ.

โอ้ว ปตท.! ไตรมาสแรก ปตท.แชมป์ฟันกำไรสูงสุด-ปตท.สผ.อันดับสอง-ปตท.เคมิคอล อันดับห้า กำไร3 บ.รวม 65,526 ลบ.

21พ.ค.55- บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ทำกำไรสุทธิงวดไตรมาส1 ปี 2555 รวม 212,318 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 4 ของปี 2554 ที่ผ่านมา 197.33 % ซึ่งมีกำไรรวม 71,408 ล้านบาท โดยมียอดขายรวม 2,501,279 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18.27% โดยกำไรรวมลดลงเมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน 5.09% ที่มีกำไรสุทธิ 223,713 ล้านบาท กลุ่มอุตสาหกรรม 3 อันดับแรกที่มีกำไรสูงสุด คือ กลุ่มทรัพยากร กลุ่มธุรกิจการเงิน และกลุ่มบริการ โดยมี PTT, PTTEP, CPF, SCB และ PTTGC เป็นบริษัทจดทะเบียนที่มีกำไรสุทธิสูงสุด 5 อันดับแรก

นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ จำนวน 443 บริษัทหรือ 93.26% ของบริษัทจดทะเบียนทั้งหมด 475 บริษัท (ไม่รวมบริษัทในกลุ่ม NC และ NPG ) ได้นำส่งผลการดำเนินงานงวดสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2555 แล้ว โดยมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นใน 3 กลุ่มอุตสาหกรรม คือกลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร กลุ่มบริการ และกลุ่มทรัพยากร เฉลี่ยเพิ่มขึ้น 22.25%

โดยในไตรมาส 1 ปี 2555 มียอดขายเติบโตเพิ่มสูงขึ้นในทุกกลุ่มอุตสาหกรรมเท่ากับ 2,501,279 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อน 18.64% และมีกำไรสุทธิรวม 212,318 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดไตรมาส 4 ปี2554 ถึง 197.33 % แต่อย่างไรก็ตามเมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนมีกำไรลดลง 5.09 % โดยมีบริษัทที่มีกำไรสุทธิ 301 บริษัท คิดเป็น 67.34% ของบริษัทที่ส่งงบทั้งหมด ในด้านความสามารถในการทำกำไรเปรียบเทียบไตรมาส 1 ปี 2555 กับช่วงเดียวกันของปีก่อนพบว่าอัตรากำไรขั้นต้นและอัตรากำไรสุทธิลดลงจาก 20.42% เป็น 17.85% และ 10.54% เป็น 8.48% ตามลำดับ และถ้าเปรียบเทียบกับไตรมาส 4 ปี 2554 พบว่าอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน

“ยอดขายของบจ. งวดไตรมาส 1 ปี 2555 ได้เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อน และงวดไตรมาส 4 ปีที่ผ่านมา สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจของประเทศที่ฟื้นตัวอย่างรวดเร็วหลังประสบอุทกภัย ซึ่งยอดขายที่เพิ่มกระจายไปทุกหมวดธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคและการลงทุนในประเทศมียอดขายเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่น เช่น หมวดธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ธนาคารพาณิชย์ วัสดุก่อสร้าง และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

นอกจากนี้ หมวดธุรกิจยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมเห็นสัญญาณการฟื้นตัวจากยอดขายของไตรมาส 1 ที่เพิ่มขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาส 4 ที่ผ่านมา ทั้งนี้เรื่องที่ต้องคอยติดตามคือความสามารถในการทำกำไรของบจ. เพราะตั้งแต่ไตรมาส 2 ปีที่ผ่านมาบจ. ส่วนใหญ่มีต้นทุนขายเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามในไตรมาส 1 ของปีนี้ เริ่มเห็นความสามารถในการปรับตัวของบจ. ทั้งด้านยอดขายและต้นทุนที่ดีขึ้น โดยสามารถรักษาอัตรากำไรขั้นต้นได้ใกล้เคียงกับไตรมาส 4 ปี 2554 ที่ผ่านมา” นายจรัมพรกล่าว

ทั้งนี้ บริษัทจดทะเบียนที่มีกำไรสุทธิสูงสุด 5 อันดับแรก คือ บมจ.ปตท. (PTT) บมจ.ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) บมจ. เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) บมจ. ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) และ บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC)
ในขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรม 3 อันดับแรกจาก 8 กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีกำไรสูงสุดในช่วงไตรมาสแรกของ ปี 2555 ได้แก่ กลุ่มทรัพยากร กลุ่มธุรกิจการเงิน และกลุ่มบริการ

สำหรับหมวดธุรกิจที่มีกำไรรวมสูงสุด 3 อันดับแรก จาก 27 หมวดธุรกิจ ได้แก่ หมวดพลังงานและสาธารณูปโภค หมวดธนาคาร หมวดอาหารและเครื่องดื่ม โดยทั้ง 3 หมวดมีกำไรสุทธิรวม 138,968 ล้านบาท คิดเป็น 65.45 % ของกำไรสุทธิรวมทั้งหมด โดยยอดขายรวมของทั้ง 3 หมวดคิดเป็น 57.57% ของยอดขายรวมทั้งหมด

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน พฤษภาคม 21, 2012 นิ้ว การเงิน-คลัง-หุ้น

 

โอ้ว ปตท.! ไตรมาสแรก ปตท.แชมป์ฟันกำไรสูงสุด-ปตท.สผ.อันดับสอง-ปตท.เคมิคอล อันดับห้า กำไร3 บ.รวม 65,526 ลบ.

โอ้ว ปตท.! ไตรมาสแรก ปตท.แชมป์ฟันกำไรสูงสุด-ปตท.สผ.อันดับสอง-ปตท.เคมิคอล อันดับห้า กำไร3 บ.รวม 65,526 ลบ.

21พ.ค.55- บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ทำกำไรสุทธิงวดไตรมาส1 ปี 2555 รวม 212,318 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 4 ของปี 2554 ที่ผ่านมา 197.33 % ซึ่งมีกำไรรวม 71,408 ล้านบาท โดยมียอดขายรวม 2,501,279 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18.27% โดยกำไรรวมลดลงเมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน 5.09% ที่มีกำไรสุทธิ 223,713 ล้านบาท กลุ่มอุตสาหกรรม 3 อันดับแรกที่มีกำไรสูงสุด คือ กลุ่มทรัพยากร กลุ่มธุรกิจการเงิน และกลุ่มบริการ โดยมี PTT, PTTEP, CPF, SCB และ PTTGC เป็นบริษัทจดทะเบียนที่มีกำไรสุทธิสูงสุด 5 อันดับแรก

 

นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ จำนวน 443 บริษัทหรือ 93.26% ของบริษัทจดทะเบียนทั้งหมด 475 บริษัท (ไม่รวมบริษัทในกลุ่ม NC และ NPG ) ได้นำส่งผลการดำเนินงานงวดสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2555 แล้ว โดยมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นใน 3 กลุ่มอุตสาหกรรม คือกลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร กลุ่มบริการ และกลุ่มทรัพยากร เฉลี่ยเพิ่มขึ้น 22.25%

โดยในไตรมาส 1 ปี 2555 มียอดขายเติบโตเพิ่มสูงขึ้นในทุกกลุ่มอุตสาหกรรมเท่ากับ 2,501,279 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อน 18.64% และมีกำไรสุทธิรวม 212,318 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดไตรมาส 4 ปี2554 ถึง 197.33 % แต่อย่างไรก็ตามเมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนมีกำไรลดลง 5.09 % โดยมีบริษัทที่มีกำไรสุทธิ 301 บริษัท คิดเป็น 67.34% ของบริษัทที่ส่งงบทั้งหมด ในด้านความสามารถในการทำกำไรเปรียบเทียบไตรมาส 1 ปี 2555 กับช่วงเดียวกันของปีก่อนพบว่าอัตรากำไรขั้นต้นและอัตรากำไรสุทธิลดลงจาก 20.42% เป็น 17.85% และ 10.54% เป็น 8.48% ตามลำดับ และถ้าเปรียบเทียบกับไตรมาส 4 ปี 2554 พบว่าอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน

“ยอดขายของบจ. งวดไตรมาส 1 ปี 2555 ได้เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อน และงวดไตรมาส 4 ปีที่ผ่านมา สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจของประเทศที่ฟื้นตัวอย่างรวดเร็วหลังประสบอุทกภัย ซึ่งยอดขายที่เพิ่มกระจายไปทุกหมวดธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคและการลงทุนในประเทศมียอดขายเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่น เช่น หมวดธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ธนาคารพาณิชย์ วัสดุก่อสร้าง และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร นอกจากนี้ หมวดธุรกิจยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมเห็นสัญญาณการฟื้นตัวจากยอดขายของไตรมาส 1 ที่เพิ่มขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาส 4 ที่ผ่านมา ทั้งนี้เรื่องที่ต้องคอยติดตามคือความสามารถในการทำกำไรของบจ. เพราะตั้งแต่ไตรมาส 2 ปีที่ผ่านมาบจ. ส่วนใหญ่มีต้นทุนขายเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามในไตรมาส 1 ของปีนี้ เริ่มเห็นความสามารถในการปรับตัวของบจ. ทั้งด้านยอดขายและต้นทุนที่ดีขึ้น โดยสามารถรักษาอัตรากำไรขั้นต้นได้ใกล้เคียงกับไตรมาส 4 ปี 2554 ที่ผ่านมา” นายจรัมพรกล่าว
ทั้งนี้ บริษัทจดทะเบียนที่มีกำไรสุทธิสูงสุด 5 อันดับแรก คือ บมจ.ปตท. (PTT) บมจ.ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) บมจ. เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) บมจ. ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) และ บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC)
ในขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรม 3 อันดับแรกจาก 8 กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีกำไรสูงสุดในช่วงไตรมาสแรกของ ปี 2555 ได้แก่ กลุ่มทรัพยากร กลุ่มธุรกิจการเงิน และกลุ่มบริการ

 

สำหรับหมวดธุรกิจที่มีกำไรรวมสูงสุด 3 อันดับแรก จาก 27 หมวดธุรกิจ ได้แก่ หมวดพลังงานและสาธารณูปโภค หมวดธนาคาร หมวดอาหารและเครื่องดื่ม โดยทั้ง 3 หมวดมีกำไรสุทธิรวม 138,968 ล้านบาท คิดเป็น 65.45 % ของกำไรสุทธิรวมทั้งหมด โดยยอดขายรวมของทั้ง 3 หมวดคิดเป็น 57.57% ของยอดขายรวมทั้งหมด

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน พฤษภาคม 21, 2012 นิ้ว การเงิน-คลัง-หุ้น

 

ป้ายกำกับ: , , , , , , ,

ระวังน้ำท่วม-น้ำป่าไหลหลาก! กรมอุตุฯ ประกาศฉ.10 เตือน 5 จังหวัด

ประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา
ฉบับที่ 10 (108/2555)
เรื่อง ฝนตกหนักบริเวณประเทศไทย
——————–

หย่อมความกดอากาศต่ำที่ปกคลุมบริเวณภาคกลางกำลังจะเคลื่อนลงสู่อ่าวมะตะบัน ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยมีกำลังปานกลาง ลักษณะเช่นนี้ทำให้ทั่วทุกภาคของประเทศมีฝนกระจายถึงเกือบทั่วไป และมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณภาคกลาง และภาคใต้ตอนบน

จึงขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยตามที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านบริเวณจังหวัดนครสวรรค์ อุทัยธานี กาญจนบุรี ราชบุรี และเพชรบุรี ระวังอันตรายจากฝนตกหนัก อาจทำให้เกิดสภาวะน้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลากได้ในช่วงวันที่ 18-19 พฤษภาคม 2555

ส่วนทะเลอันดามันบริเวณฝนฟ้าคะนองมีคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวังในระยะนี้ไว้ด้วย

ประกาศ ณ วันที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2555
ออกประกาศ เวลา 21.30 น.

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน พฤษภาคม 18, 2012 นิ้ว ภัยพิบัติ

 

ป้ายกำกับ: , , ,

จ่ายชดเชย! สุวรรณภูมิ จ่ายกว่า 3 พันล้าน เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ แจงเหตุจ่ายช้าเพราะเงื่อนไขไม่ตรงกัน

18พ.ค.55- บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) ได้จ่ายเงินชดเชยผู้ได้รับผลกระทบด้านเสียง จากการเปิดให้บริการสนามบินสุวรรณภูมิ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 3,330,827,991.46 บาท

ว่าที่เรืออากาศโท อนิรุทธิ์ ถนอมกุลบุตร กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ทอท. เปิดเผยว่า ตั้งแต่สนามบินเปิดให้บริการ ปี2549  ทอท.ได้ประเมินราคา ค่าปรับปรุงอาคารในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบตามมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 29 พฤษภาคม 2550  เรื่องหลักเกณฑ์การประเมินอาคาร/ที่พักอาศัยของผู้ได้รับผลกระทบทางเสียง  และเป็นไปตาม มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2553 เกี่ยวกับการดำเนินการแก้ไขปัญหาผลกระทบด้านเสียง

ทั้งนี้ ภาพรวมที่ดำเนินการไปแล้ว สรุปได้ดังนี้

1. พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ NEF มากกว่า 40 ที่ก่อสร้างก่อนปี 2544 จำนวน 646 อาคาร ให้ ทอท.เจรจาซื้อที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง สำหรับเจ้าของกรรมสิทธิ์อาคาร//ที่ไม่ต้องการขายให้ ทอท.จ่ายเงินค่าปรับปรุงอาคารและสิ่งปลูกสร้างให้ไปดำเนินการเอง แบ่งเป็น

1.1 กลุ่มที่ต้องการขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง มีจำนวน 204 อาคาร ทอท.ได้จ่ายเงินชดเชยเรียบร้อยแล้ว 136 อาคาร เป็นเงินจำนวน 528,508,389.43 บาท คิดเป็นร้อยละ 66.67 และอยู่ระหว่างการซื้อขาย 46 อาคาร นอกจากนั้น อยู่ระหว่างการดำเนินการด้านอื่นๆที่เกี่ยวข้อง

1.2 กลุ่มที่ต้องการปรับปรุงอาคารเพื่อลดผลกระทบทางด้านเสียง มีจำนวน 442 อาคาร ทอท.ได้จ่ายเงินชดเชยเรียบร้อยแล้ว 385 ราย เป็นเงินจำนวน 101,892,781.86 บาท คิดเป็นร้อยละ 87.10 นอกจากนั้นอยู่ระหว่างการดำเนินการด้านอื่นๆที่เกี่ยวข้อง

2. พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ NEF30-40 ที่ก่อสร้างก่อนปี 2544 จำนวน 15,040 อาคาร ให้ ทอท.ดำเนินการจ่ายเงินค่าปรับปรุงอาคาร ซึ่ง ทอท.ได้จ่ายเงินค่าปรับปรุงอาคารแล้วรวม 10,145 อาคาร เป็นเงินจำนวน 2,001,953,227.92 บาท คิดเป็นร้อยละ 67.45 อยู่ระหว่างตรวจสอบเอกสาร 2,248 อาคาร นอกจากนั้นอยู่ระหว่างการดำเนินการด้านอื่นๆที่เกี่ยวข้อง
นอกจากนั้น ทอท.ยังได้สนับสนุนงบประมาณการศึกษาวิจัยให้กับสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เป็นเงิน 214,000,000บาท

และจ่ายค่าชดเชยให้กับสถานที่อ่อนไหวต่อผลกระทบด้านเสียง โดยจ่ายค่าชดเชยเพื่อการปรับปรุงอาคารแล้ว จำนวน 21 แห่ง เป็นเงิน 292,536,592.25 บาท และ ทอท.ยังได้ดำเนินการจ่ายเงินค่าชดเชยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในเดือนพฤษภาคม 2555 ทอท.ได้จ่ายเงินไป เป็นเงิน 192 ล้านบาทเศษดังนั้น รวมค่าชดเชยที่ ทอท.จ่ายแล้วทั้งสิ้นเป็นเงิน 3,330,827,991.46 บาท

ส่วนประเด็นที่ว่าผู้ได้รับผลกระทบทางเสียง ร้องเรียนว่าทอท.ดำเนินการล่าช้านั้น  ขอยืนยันว่าทอท.เร่งจ่ายเงินเพื่อช่วยเหลือประชาชน ที่ได้รับผลกระทบทางเสียงมาต่อเนื่อง แต่เนื่องจากมีปัญหาบางประการทำให้ล่าช้า เช่น เจ้าของกรรมสิทธิ์ในพื้นที่ NEF (แนวเส้นเสียงที่กำหนด) มากกว่า 40 ที่ต้องการขาย ทางทอท.จึงให้บริษัทที่ปรึกษา ประเมินราคาที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง แต่เจ้าของกรรมสิทธิ์ไม่ยอมรับหลักเกณฑ์การประเมิน บริษัทที่ปรึกษาในการประเมินราคาค่าปรับปรุงอาคารไม่สามารถติดต่อเจ้าของกรรมสิทธิ์ในพื้นที่ NEF 30-40 ได้ เจ้าของกรรมสิทธิ์ในพื้นที่ NEF 30-40 ไม่ยอมรับราคาประเมินเพื่อการปรับปรุงอาคาร ปัญหาในเรื่องเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ และเจ้าของกรรมสิทธิ์เตรียมเอกสารสิทธิ์ประกอบการรับเงินไม่ครบถ้วน/ไม่ถูกต้อง

หลังจากนี้ ทอท.จะยังเร่งจ่ายชดเชยผู้ได้รับผลกระทบต่อเนื่องให้แล้วเสร็จโดยเร็ว พร้อมจะผลักดันให้สุวรรณภูมิ เป็นศูนย์กลางการบินในภูมิภาค ควบคู่ไปกับการเป็นท่าอากาศยานที่ใกล้ชิดและเป็นเพื่อนบ้านที่ดีที่สุดของชุมชนใกล้เคียง

 
2 ความเห็น

Posted by บน พฤษภาคม 18, 2012 นิ้ว ทั่วไป

 

บทความพิเศษ TDRI : ผลกระทบสังคมสูงอายุในภาคอุตสาหกรรมการผลิต

บทความพิเศษ TDRI : ผลกระทบสังคมสูงอายุในภาคอุตสาหกรรมการผลิต

image

โดย : ดร.สราวุธ ไพฑูรย์พงษ์ นักวิชาการอาวุโส สถาบันเพื่อการวิจัย และพัฒนาประเทศไทย (TDRI)

18พ.ค.55-ความไม่สอดคล้องของกำลังแรงงานและคุณภาพการศึกษากับความต้องการของตลาดแรงงาน เป็นปัญหาใหญ่ที่ปรากฏชัดจนนำมาสู่การปฎิรูปการศึกษาอีกครั้งในปัจจุบัน  นอกจากนั้นแล้วโครงสร้างประชากร อายุ การศึกษา เพศ และภูมิลำเนาและการเปลี่ยนแปลงลักษณะต่างๆดังกล่าวก็มีผลอย่างสำคัญต่อกำหนดนโยบายหรือการวางแผนการใช้กำลังคนที่เหมาะสม และมีประสิทธิภาพ ทีดีอาร์ไอได้วิเคราะห์ผลกระทบการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางประชากรกับประสิทธิภาพการผลิตของแรงงานภาคอุตสาหกรรมพบว่าลักษณะทางประชากรของแรงงานมีผลต่อประสิทธิภาพการผลิตอย่างมาก

ดร.สราวุธ ไพฑูรย์พงษ์ นักวิชาการอาวุโสและคณะ จากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย  ได้ศึกษาเรื่องดังกล่าวให้โครงการ การจัดทำฐานข้อมูลอุปสงค์อุปทานกำลังคนเพื่อรองรับการวางแผนพัฒนาภาคอุตสาหกรรม หรือโครงการ LEED-X+ ซึ่งสำนักเศรษฐกิจอุตสาหกรรม สำนักเศรษฐกิจการแรงงาน สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษา สำนักงานสถิติแห่งชาติ และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้ร่วมกันจัดทำ  นำมาใช้วิเคราะห์สถานการณ์และพฤติกรรมของตลาดแรงงานภาคอุตสาหกรรม

จากการวิเคราะห์ย้อนหลัง 20 ปี (2543-2553) พบว่า แรงงานในภาคอุตสาหกรรมการผลิต ของประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางประชากร (อายุ เพศ การศึกษา ฯลฯ) โดยในปี 2553  มีจำนวนแรงงานทั้งประเทศ 38.1 ล้านคน  เป็นแรงงานภาคอุตสาหกรรมราว 7.8 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นแรงงานในสาขาอุตสาหกรรมการผลิตจริง ๆ ราว 5.4 ล้านคน ส่วนที่เหลือกระจายอยู่ในสาขาต่าง ๆ  ได้แก่ การไฟฟ้า ก๊าซและการประปา,การก่อสร้าง,การทำเหมืองแร่และเหมืองหิน   การจ้างแรงงานภาคอุตสาหกรรมในอดีตใช้แรงงานที่มีอายุฐานนิยม(อายุแรงงานส่วนใหญ่)ต่ำกว่าแรงงานในภาคเกษตรหรือภาคบริการ ในแง่ของเพศอุตสาหกรรมบางชนิดจะใช้แรงงานชายหญิงในสัดส่วนไม่เท่ากัน  ในขณะที่อุตสาหกรรมแต่ละชนิดใช้กำลังคนในการศึกษาระดับต่างๆ กัน  เช่นอุตสาหกรรมสิ่งทอหรือเครื่องนุ่งห่มจะใช้แรงงานระดับล่าง(มีการศึกษาน้อย)ในสัดส่วนที่มากกว่าอุตสาหกรรมอื่น

โครงสร้างอายุแรงงานในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเดิมเป็นแรงงานวัยหนุ่มสาว แต่ในระยะหลัง อายุแรงงานในภาคอุตสาหกรรมก็เริ่มสูงขึ้น  ซึ่งเป็นลักษณะของประเทศที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างประเทศไทยที่สัดส่วนประชากรวัยเด็กลดลงในขณะที่สัดส่วนประชากรวัยสูงอายุเพิ่มขึ้น ซึ่งมีผลให้โครงสร้างอายุแรงงานในภาคอุตสาหกรรมจะเป็นแรงงานสูงอายุเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ (จากข้อมูลในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา(2534-2553) มีสัดส่วนของแรงงานผู้เยาว์ลดลงอย่างต่อเนื่อง จากประมาณร้อยละ55 ในปี 2534 เป็นร้อยละ 20.7 ในปี 2553 ในขณะที่แรงงานผู้สูงอายุ เพิ่มจากประมาณร้อยละ 12 เป็นประมาณร้อยละ 20 หรือเกือบเท่าตัว  สาเหตุมาจากอัตราเกิดลดลงและการขยายการศึกษาทำให้ประชากรวัยรุ่นเข้าสู่ตลาดลดลงโดยทั่วไป (มิใช่แต่ภาคอุตสาหกรรมการผลิตเท่านั้น)  ทำให้สัดส่วนของแรงงานผู้ใหญ่และผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น

ข้อมูลผลสำรวจภาวะการมีงานทำของประชากร พบว่าระหว่างปี 2547 และ ปี 2553 อายุเฉลี่ยของแรงงานภาคอุตสาหกรรมได้เพิ่มขึ้นจากประมาณ 27 ปี เป็น ประมาณ 32 ปี) จากการทดสอบทางสถิติพบว่าสัดส่วนของแรงงานสูงอายุที่เพิ่มขึ้นจะมีผลทางลบต่อประสิทธิภาพการผลิตของแรงงานโดยเฉลี่ยดังนั้นการเพิ่มอัตราการใช้แรงงานที่สูงอายุขึ้นจำเป็นต้องมีการพัฒนาแรงงานดังกล่าวมากขึ้นด้วย  ด้านการศึกษา โครงสร้างการศึกษาของแรงงานภาคอุตสาหกรรมการผลิตดีกว่าโครงสร้างการศึกษาของแรงงานทั้งประเทศ โดยโครงสร้างของแรงงานในภาคอุตสาหกรรมการผลิตจำแนกตามการศึกษามีสัดส่วนแรงงานที่มีการศึกษาปานกลางและระดับสูงเพิ่มขึ้น

สัดส่วนแรงงานการศึกษาน้อยหรือระดับล่าง(มัธยมต้นหรือต่ำกว่า) ลดลงจากประมาณร้อยละ 86 ในปี 2534 เหลือร้อยละ 68 ในปี 2553   แรงงานระดับกลาง(มัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า)เพิ่มจากประมาณร้อยละ 10 เป็นร้อยละ 17.4 และแรงงานระดับสูง(ตั้งแต่อนุปริญญาขึ้นไป) เพิ่มจากร้อยละ 5 เป็นร้อยละ 14    ขณะเดียวกันกำลังแรงงานระดับล่างซึ่งจะมีผู้สำเร็จการศึกษาที่จะเข้ามาเติมปีละไม่ถึงแสนคนก็ยังไม่เพียงพอเพราะมีอัตราการเรียนต่อสูง และในแต่ละปีตลาดแรงงานจะสูญเสียกำลังแรงงานไปด้วยสาเหตุต่าง ๆ ทั้งการเสียชีวิตและเกษียณอายุไม่ต่ำกว่า 4 แสนคน  ทำให้ภาคอุตสาหกรรมมีแนวโน้มที่จะขาดแคลนแรงงานระดับล่าง ในขณะที่มีการผลิตแรงงานระดับปริญญาตรีออกมามากมายแต่มีปัญหาด้านคุณภาพไม่ได้รับคัดเลือกจากนายจ้าง จึงทำให้มีปัญหาว่างงานและขาดแคลนแรงงานไปพร้อมกัน

อย่างไรก็ตามผลการทดสอบทางสถิติระหว่ างความสัมพันธ์ของระดับการศึกษาของแรงงานในภาคอุตสาหกรรมการผลิตกับประสิทธิภาพการผลิตยังไม่ชัดเจน           ปัจจัยเรื่องเพศ  ประเทศไทยมีประชากรหญิงมากกว่าชาย โดยมีจำนวนประชากรหญิง 34.3 ล้านคนต่อประชากรชาย 33.1 ล้านคน  แต่ถ้าดูที่แรงงาน กลับมีแรงงานหญิงน้อยกว่าแรงงานชายเนื่องจากอัตราการเข้าร่วมแรงงาน (จำนวนแรงงาน/ประชากรในวัยแรงงาน) ของหญิงน้อยกว่าชาย คือประมาณ ร้อยละ 63.5 เทียบกับ 80.3 (เนื่องจากสตรีจำนวนไม่น้อยทำหน้าที่แม่บ้านโดยไม่ได้ออกหางานทำ) ทำให้สัดส่วนแรงงานหญิงต่อแรงงานชายประมาณ ร้อยละ 45.5 ต่อ  54.5

อย่างไรก็ตาม ในปี 2553  ในขณะที่โดยทั่วไปสัดส่วนแรงงานหญิงน้อยกว่าชาย  แต่ภาคอุตสาหกรรมการผลิตกลับมีการจ้างงานแรงงานหญิงในสัดส่วนสูงกว่าชายเล็กน้อย (ร้อยละ 52 ต่อ ร้อยละ 48) ซึ่งในระยะยาวตลอดเวลา 20 ปีที่ผ่านมาสัดส่วนเพศของแรงงานภาคอุตสาหกรรมการผลิตค่อนข้างคงที่  โดยสัดส่วนแรงงานหญิงเพิ่มขึ้นตั้งแต่ ปี2545 เป็นต้นมา และลดลงเล็กน้อยช่วงปี 2552-2553 ทั้งนี้มีอุตสาหกรรมที่นิยมใช้แรงงานหญิง เช่น สิ่งทอ เสื้อผ้าสำเร็จรูป และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น

จากการทดสอบทางสถิติสัดส่วนของแรงงานหญิงในอุตสาหกรรมการผลิตมีผลดีต่อประสิทธิภาพการผลิตของแรงงาน สำหรับภูมิลำเนาของแรงงาน  แรงงานในภาคอุตสาหกรรมการผลิตเกินครึ่ง (ร้อยละ 62.8) อยู่ในชนบท (นอกเขตเทศบาล) แสดงว่าอุตสาหกรรมการผลิตมิได้กระจุกอยู่ในตัวเมือง และอุตสาหกรรมบางอย่างโดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมการผลิตอาหารจะอยู่ในนอกเขตเทศบาล โดยแนวโน้มในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาสัดส่วนแรงงานภาคอุตสาหกรรมการผลิตที่อยู่ในชนบทเพิ่มจากประมาณร้อยละ 44.0 ในปี 2534 เป็น ร้อยละ 62.8 ในปี 2553

จากการทดสอบทางสถิติพบว่าสัดส่วนของแรงงานอุตสาหกรรมการผลิตที่อยู่นอกเขตเทศบาลจะมีผลดีต่อประสิทธิภาพการผลิตของแรงงาน ผลการศึกษาครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่าโครงสร้างทางประชากรของแรงงานมีผลกระทบต่อประสิทธิภาพการผลิตของแรงงานในอุตสาหกรรมการผลิตดังนั้นการเลือกใช้แรงงานในอายุ เพศ ระดับการศึกษาหรือภูมิลำเนาต่างๆจึงควรเป็นไปอย่างมีแบบแผน มิฉะนั้นจะมีผลเสียต่อประสิทธิภาพการผลิตของแรงงานในอุตสาหกรรมการผลิตดังนั้นการเชื่อมโยงข้อมูลเพื่อการเตรียมความพร้อมในเรื่องนี้จึงเป็นความสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม

 

ป้ายกำกับ: , , , , , , , , ,

ระเอียดยิบ! กสทช.แจงร่างประกาศครอบงำกิจการสู่เวทีสาธารณะ

ระเอียดยิบ! กสทช.แจงร่างประกาศครอบงำกิจการสู่เวทีสาธารณะ

ดู IMG_2761.JPG แบบการแสดงภาพสไลด์
18 พ.ค.2555- ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) ด้านกฎหมาย ในฐานะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) เปิดเผยว่า จากการที่บอร์ดกสทช.มีมติในการประชุมครั้งที่ 7/2555 เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยรับทราบ การแก้ไขประกาศ กสทช. เรื่อง การกำหนดข้อห้ามการกระทำที่มีลักษณะเป็นการครอบงำกิจการโดยคนต่างด้าว พ.ศ. 2554 ตามที่บอร์ด กทค. ได้มีมติเห็นชอบในหลักการของร่างประกาศ กสทช.เรื่องการกำหนดข้อห้ามการกระทำที่มีลักษณะเป็นการครอบงำกิจการโดยคนต่างด้าว พ.ศ. …

 

โดยมอบหมายให้ กทค. จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสียและประชาชนทั่วไป ตามวิธีการดำเนินการที่สำนักงานฯเสนอ ทั้งนี้ตามพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 มาตร 28 ระบุให้ กสทช. จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสียและประชาชนทั่วไปเพื่อนำความคิดเห็นที่ได้มาประกอบการพิจารณาก่อนออกระเบียบ ประกาศ หรือคำสั่ง เกี่ยวกับการกำกับดูแลการประกอบ กิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ที่มีผลใช้บังคับเป็นการทั่วไปและเกี่ยวข้องกับการแข่งขันในการประกอบกิจการหรือมีผลกระทบต่อประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ

 

โดยต้องให้ข้อมูลเกี่ยวกับความเป็นมา เหตุผล ความจำเป็น และสรุปสาระสำคัญเกี่ยวกับเรื่องที่จะรับฟังความคิดเห็น ตลอดจนประเด็นที่ต้องการรับฟังความคิดเห็น ทั้งนี้ระยะเวลาในการรับฟังความคิดเห็นต้องไม่น้อยกว่าสามสิบวันฯ โดยสำนักงานฯจะทำการรับฟังความคิดเห็นผ่าน 2 ช่องทาง คือ นำร่างประกาศพร้อมข้อมูลที่เกี่ยวข้องเผยแพร่ผ่านเว็ปไซด์ของสำนักงานกสทช.ไม่น้อยกว่า 30 วัน ซึ่งเริ่มดำเนินการแล้ว และจะได้จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นสาธารณะต่อไป

ขณะนี้มีหลายฝ่ายได้แสดงความกังวลและมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนต่อร่างประกาศฉบับนี้ในหลายประเด็น จึงขอชี้แจงให้เข้าใจตรงกัน กล่าวคือ 

1. ร่างประกาศฯฉบับใหม่ยังคงหลักการของประกาศเดิมไว้คือการกำกับดูแลเพื่อป้องปรามมิให้มีการกระทำที่มีลักษณะเป็นการครอบงำกิจการโดยคนต่างด้าวซึ่งประเด็นที่เป็นปัญหาของตัวประกาศเดิมก็คือการเข้าไปกำกับดูแลเกินเลยกว่ากรอบอำนาจของกฎหมายแม่ตามมาตรา8 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 และพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่ 2 ) พ.ศ. 2549 ซึ่งเป็นฐานในการใช้อำนาจออกประกาศฉบับนี้และโยงไปเกี่ยวข้องกับพระราชบัญญัติการประกอบกิจการของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ดังนั้นร่างประกาศฉบับใหม่จึงจำเป็นต้องตัดประเด็นเรื่องความมั่นคงและการขอความเห็นจากหน่วยงานด้านความมั่นคงออก เพราะหากยังคงไว้นอกจากจะเป็นการกำหนดกติกาเกินเลยไปจากกรอบของกฎหมายแม่แล้ว ยังไม่ตรงกับเจตนารมณ์ของการออกประกาศฯ ซึ่งต้องการป้องปรามการกระทำที่มีลักษณะเป็นการครอบงำกิจการโดยคนต่างด้าว อันเป็นคนละประเด็นกับเรื่องความมั่นคงของรัฐ
ทั้งนี้แม้จะเห็นว่าประเด็นเรื่องความมั่นคงของชาติมีความสำคัญและมีส่วนที่เกี่ยวข้องกับกิจการโทรคมนาคมก็ตามแต่เนื่องจากกฎหมายแม่ที่ใช้เป็นฐานในการออกประกาศมิได้ครอบคลุมไปถึงประเด็นเรื่องความมั่นคง จึงเห็นว่าประเด็นเรื่องความมั่นคงควรจะอยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยงานด้านความมั่นคง ซึ่งมีกฎหมายรองรับอำนาจหน้าที่อย่างชัดเจน อย่างไรก็ดีหากมีประเด็นเรื่องความมั่นคงที่เกี่ยวข้องกับเรื่องกิจการโทรคมนาคมและต้องการสนับสนุนในเรื่องความรู้เฉพาะทางด้านนี้ กสทช.ก็ยินดีให้ความรวมมืออย่างเต็มที่

 

2.ร่างประกาศฯมีการปรับปรุงประกาศ กสทช. เดิม โดยกำหนดนิยามคำว่า “การครอบงำกิจการ” ให้หมายถึง การมีอำนาจควบคุมหรือมีอิทธิพลไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมโดยคนต่างด้าวในการกำหนดนโยบาย การบริหารจัดการ การดำเนินงาน การแต่งตั้งกรรมการ การแต่งตั้งผู้บริหารระดับสูง อันอาจมีผลต่อการบริหารกิจการหรือการประกอบกิจการโทรคมนาคมของผู้ขอรับใบอนุญาต หรือผู้รับใบอนุญาต ทั้งนี้ โดยการถือหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงตั้งแต่กึ่งหนึ่งของจำนวนสิทธิออกเสียงทั้งหมด การมีอำนาจควบคุมคะแนนเสียงส่วนใหญ่ในที่ประชุมผู้ถือหุ้น หรือการแต่งตั้งหรือการถอดถอนกรรมการตั้งแต่กึ่งหนึ่งของกรรมการทั้งหมด

ซึ่งเมื่อพิจารณาจากนิยามดังกล่าวข้างต้นแล้วจะเห็นได้ว่า การครอบงำกิจการโดยคนต่างด้าวตามร่างประกาศฯ ฉบับนี้ต้องเข้าลักษณะครอบงำตามนิยาม “การครอบงำกิจการ” ก่อน ซึ่งเกิดขึ้นได้ 3 กรณีกล่าวคือ กรณีแรก การถือหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงตั้งแต่กึ่งหนึ่งของจำนวนสิทธิออกเสียงทั้งหมด กรณีที่สอง การมีอำนาจควบคุมคะแนนเสียงส่วนใหญ่ในที่ประชุมผู้ถือหุ้น และกรณีที่สาม การแต่งตั้งหรือการถอดถอนกรรมการตั้งแต่กึ่งหนึ่งของกรรมการทั้งหมดอันหมายถึง กสทช.จะต้องพิจารณาว่าการกระทำ พฤติการณ์ หรือข้อเท็จจริงใดตามบัญชีท้ายประกาศฯ เข้าลักษณะ “ข้อห้าม” ตามร่างประกาศฯ โดยจะต้องพิจารณาก่อนว่า การกระทำ พฤติการณ์ หรือข้อเท็จจริงนั้น เกิดจากการที่คนต่างด้าวเข้าไปครอบงำกิจการตามนิยาม “การครอบงำกิจการ” หรือไม่ ซึ่งสอดคล้องกับแนวปฎิบัติตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 และพระราชบัญญัติสถาบันการเงิน พ.ศ.2551 ทั้งยังอาจตรวจสอบได้จากรายงานการประชุมผู้ถือหุ้น โดยตามบัญชีท้ายประกาศฯ ได้กำหนดการกระทำ พฤติการณ์ หรือข้อเท็จจริงรวมทั้งสิ้น 8กรณี ซึ่งเป็นกรณีตัวอย่างเพื่อใช้เป็นเกณฑ์ในการพิจารณาลักษณะของข้อห้ามการกระทำที่มีลักษณะเป็นการครอบงำกิจการโดยคนต่างด้าว

3.สำหรับความจำเป็นที่จะต้องจัดให้มีบัญชีท้ายประกาศฯนั้นก็เนื่องจากจะได้ใช้เป็นแนวทางให้ผู้ประกอบการกำหนดข้อห้ามการกระทำที่มีลักษณะเป็นการครอบงำกิจการและเป็นกรอบในการพิจารณาของ กสทช. ว่ากรณีใดเป็นข้อห้ามการกระทำที่มีลักษณะเป็นการครอบงำโดยคนต่างด้าว อย่างไรก็ดี ตัวอย่างตามบัญชีท้าย มิใช่ข้อห้ามเด็ดขาดในตัวเอง (per se rule) กล่าวคือ มิใช่ว่ามีพฤติการณ์หรือข้อเท็จจริงตามบัญชีท้ายขึ้นมาแล้วจะเข้าลักษณะครอบงำทันที หากแต่ต้องผ่านลักษณะครอบงำตามนิยาม “การครอบงำกิจการ” มาก่อน

4. กรณีประเด็นเหตุผลรองรับในการออกประกาศอันเป็นผลให้จำเป็นต้องคงประกาศฉบับนี้ไว้ แต่ให้มีการปรับปรุงแก้ไขให้ชัดเจน ก็เนื่องจาก มาตรา 8 วรรคสาม (1) แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่ 2 ) พ.ศ. 2549 บัญญัติไว้ว่า “ผู้ขอรับใบอนุญาตแบบที่สองและผู้ขอรับใบอนุญาตแบบที่สามต้องมิใช่เป็นคนต่างด้าวตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ในการนี้คณะกรรมการอาจกำหนดให้ผู้ขอรับใบอนุญาตสำหรับการประกอบกิจการบางลักษณะหรือบางประเภทที่เป็นนิติบุคคลจะต้องกำหนดข้อห้ามการกระทำที่มีลักษณะเป็นการครอบงำกิจการโดยคนต่างด้าวด้วยก็ได้”

ซึ่งกสทช.มีอำนาจหน้าที่ในการกำกับดูแลการประกอบกิจการโทรคมนาคมตามที่กฎหมายบัญญัติไว้กสทช. จึงได้ออกประกาศฯ ดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 เป็นกฎเกณฑ์ที่ใช้เป็นการทั่วไปในการกำหนดขอบเขตและสัดส่วนการลงทุนของคนต่างด้าว ขณะที่ตามร่างประกาศฯ เป็นการเสริมหรืออุดช่องว่างเรื่องการครอบงำกิจการโดยคนต่างด้าวในกิจการโทรคมนาคมเป็นการเฉพาะอันเป็นอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการกำกับดูแลของ กสทช. อีกทั้ง สาระสำคัญของร่างประกาศฯ มีขึ้นเพื่อมุ่งให้เกิดการเปิดเผยข้อมูลและความโปร่งใสในการประกอบกิจการโทรคมนาคมตามเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ต้องการให้เกิดการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม

การลงทุนในกิจการโทรคมนาคมเป็นกิจการที่ต้องใช้เงินลงทุนสูง (capital intensive industry) เพื่อป้องกันมิให้คนต่างด้าวซึ่งเป็นผู้ได้เปรียบทางการเงินสูงเข้ามาครอบงำกิจการโทรคมนาคมอันใช้คลื่นความถี่ซึ่งเป็นทรัพยากรสาธารณะของชาติที่มีอยู่อย่างจำกัด และมีผลกระทบต่อผู้ใช้บริการในวงกว้าง ดังนั้นการกำกับดูแลการลงทุนจากต่างชาติซึ่งมีลักษณะเป็นการครอบงำกิจการโดยคนต่างด้าว ตามร่างประกาศฯ จึงเป็นเรื่องที่จำเป็น

นอกจากนี้จากการรับฟังความคิดเห็น เสียงส่วนใหญ่มองเห็นประโยชน์ในการคงประกาศนี้ไว้ แต่เห็นควรให้ปรับปรุงเพื่อให้เกิดความชัดเจนและให้การบังคับใช้เกิดประสิทธิภาพ

 

5.สำหรับประเด็นที่ว่าร่างประกาศฯขัดต่อพันธกรณีของประเทศไทยที่ให้ไว้ในองค์การการค้าโลกหรือไม่นั้นในเรื่องนี้สำนักงานกสทช.ได้มีหนังสือหารือไปยังกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศได้มีหนังสือตอบข้อหารือลงวันที่ 23 เมษายน 2555 แล้วว่า ประกาศฯ (เดิม) ได้ระบุเป็นข้อยกเว้นเอาไว้อย่างชัดแจ้งในข้อ 2 วรรคสอง ให้การบังคับใช้ความแห่งประกาศสามารถกระทำได้เพียงเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับความตกลงหรือสนธิสัญญาที่ประเทศไทยเป็นภาคีหรือมีความผูกพันตามพันธกรณี ดังนั้น โดยหลักการแล้วความไม่สอดคล้องหรือความสุ่มเสี่ยงที่จะขัดต่อพันธกรณีดังกล่าวจึงไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ในทางปฏิบัติแต่อย่างใด

นอกจากนี้ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศยังได้ให้ข้อสังเกตว่าหลักเกณฑ์ในการตรวจสอบกำกับดูแล โดยเฉพาะการใช้ดุลพินิจในการพิจารณาของ กสทช. ในประเด็นดังกล่าว หากมีการกำหนดหลักเกณฑ์ในการใช้ดุลพินิจและการพิจารณาที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานความสมเหตุสมผล มีลักษณะชัดเจนเป็นภาวะวิสัยและเสมอภาคไม่ลำเอียง ย่อมก่อให้เกิดความโปร่งใส สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ภายใต้ความตกลงระหว่างประเทศมากยิ่งขึ้น ซึ่งขอชี้แจงว่าร่างประกาศใหม่ได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์และถ้อยคำให้เป็นไปในแนวทางที่กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศให้ข้อเสนอแนะแล้ว

ทั้งนี้ ร่างประกาศ กสทช. ฉบับนี้ออกโดยฐานอำนาจตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 ซึ่งโยงไปสัมพันธ์กับพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว
พ.ศ.2542 รวมทั้งมาตรการบังคับหากมีการฝ่าฝืนก็โยงไปใช้มาตรการบังคับทางปกครองตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคมฯ ซึ่งหากมองว่าขัดพันธกรณีของประเทศไทยที่ให้ไว้ในองค์การการค้าโลกแล้วก็แสดงว่าพระราชบัญญัติประกอบกิจการโทรคมนาคมฯและพระราชบัญญัติประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวฯขัดต่อพันธกรณีด้วยซึ่งมิได้เป็นเช่นนั้น เนื่องจากไม่เคยมีประเด็นว่ากฎหมายทั้งสองฉบับขัดหรือไม่สอดคล้องต่อพันธกรณีระหว่างประเทศแต่อย่างใด

 

6.ร่างประกาศฯนี้ไม่ได้ไปกำกับบริษัทต่างด้าวแต่ไปกำกับบริษัทไทย เนื่องจากพ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 และฉบับที่แก้ไขเพิ่มเติม อนุญาตให้นิติบุคคลสัญชาติไทยเท่านั้นที่ขออนุญาตได้ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ประเทศไทยแจ้งต่อองค์การการค้าโลกในช่วงที่เป็นภาคีสมาชิกแล้ว ซึ่งเป็นเงื่อนไขเดิม จึงไม่มีประเด็นการเลือกปฏิบัติต่อบริษัทต่างชาติและไม่ฝ่าฝืนต่อกฎเกณฑ์การค้าระหว่างประเทศที่ประเทศไทยไปผูกพันไว้

 

7. ร่างประกาศฯ นี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการไปอนุญาตหรือการห้ามคนต่างด้าวซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาที่จะเข้ามาทำงานในประเทศไทย เนื่องจากร่างประกาศฯ ฉบับนี้ไม่ได้กำกับดูแลในส่วนการประกอบอาชีพของบุคคลธรรมดา ในกรณีนั้นต้องอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ของพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 ซึ่งเป็นกฎหมายอีกฉบับหนึ่ง โดยจำเป็นต้องพิจารณาว่าอาชีพที่คนต่างด้าวจะเข้ามาทำงานเป็นอาชีพที่สงวนไว้สำหรับคนไทยหรือไม่ ซึ่งอยู่นอกเหนืออำนาจของ กสทช.

 

8. ร่างประกาศฯ ฉบับนี้ไม่ได้ไปห้ามการครอบงำโดยคนต่างด้าวโดยตรง แต่ไปกำกับดูแลบริษัทไทยที่อยู่หรือจะอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ กสทช. ให้ไปกำหนดลักษณะข้อห้ามการครอบงำโดยคนต่างด้าว และให้รายงานว่ามีกรณีฝ่าฝืนข้อห้ามที่บริษัทเองเป็นผู้กำหนดไว้หรือไม่ ซึ่งการกำหนดข้อห้ามนั้นเป็นดุลพินิจของบริษัทเอง ที่จะต้องทำตามแนวทางที่ กสทช. กำหนด หากมีกรณีที่เห็นว่า อาจมีการฝ่าฝืนข้อห้ามที่กำหนดไว้ ก็ให้รายงานเข้ามาให้ กสทช. พิจารณา เมื่อ กสทช. พบว่าไม่ถูกต้องก็จะแจ้งให้แก้ไขให้ถูกต้อง หากไม่ปฏิบัติตามก็เป็นกรณีที่จะต้องดำเนินการตาม พ.ร.บ. การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 ต่อไป

 

9. หลักการตามร่างประกาศฯ นี้ เป็นหลักการเดิมตาม พ.ร.บ. การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 ซึ่งกำหนดเงื่อนให้ กสทช. ดำเนินการภายใต้ พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 จึงไม่มีประเด็นการสร้างข้อกีดกันในการมาลงทุนของคนต่างด้าวเพิ่มเติม แต่เป็นการทำให้หลักการที่มีอยู่เดิมมีการบังคับใช้ที่มีประสิทธิภาพ

 

10. ร่างประกาศฯ นี้จะช่วยดูแลไม่ให้บริษัทไปฝ่าฝืน พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวฯโดยกสทช.ไปกำกับดูแลผู้ประกอบกิจการฯตามอำนาจหน้าที่ในการกำกับดูแลการประกอบกิจการโทรคมนาคมเป็นลักษณะการตัดไฟแต่ต้นลม เพื่อป้องกันไม่ให้มีการฝ่าฝืน พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวฯ เพราะหากมีการฝ่าฝืนกฎหมายดังกล่าวมีบทลงโทษทางอาญาที่รุนแรง

 

11. ร่างประกาศฯ นี้ไม่มีผลย้อนหลังต่อกรณีการกระทำหรือพฤติกรรมที่อาจเป็นการครอบงำกิจการโดยคนต่างด้าว แต่จะใช้บังคับกับผู้ขอรับใบอนุญาตที่ยื่นขอรับใบอนุญาตและผู้รับใบอนุญาต เมื่อประกาศฯ นี้มีผลใช้บังคับแล้วเท่านั้น

 

12. ร่างประกาศฯจะส่งเสริมให้เกิดการลงทุนและแข่งขันอย่างเป็นธรรมบนพื้นฐานเดียวกัน เพราะ player ทุกรายที่เข้ามาลงทุนจะอยู่ภายใต้กรอบกฎเกณฑ์เดียวกัน ไม่มีการปฏิบัติต่อผู้เล่นรายใดรายหนึ่งอย่างพิเศษเพื่อให้สมเจตนารมณ์ที่ต้องการให้การแข่งขันเสรี และเป็นธรรมอย่างแท้จริง นอกจากนี้ยังเป็นการส่งเสริม และสนับสนุนให้มีการพัฒนาอุตสาหกรรมโทรคมนาคมให้เป็นไปอย่างยั่งยืนและมีประสิทธิภาพ จึงเป็นผลดีต่อผู้ประกอบการรายเล็กที่จะไม่ถูกเอาเปรียบในแง่ธุรกิจโดยผู้ประกอบการรายอื่นที่อาศัยการหลบหลีกกฎหมายและให้คนต่างด้าวเข้ามาครอบงำกิจการ ดังนั้น ร่างประกาศฯจึงเป็นเรื่องการป้องกันการครอบงำกิจการโดยคนต่างด้าว และมิใช่มาตรการกีดกันผู้ประกอบการรายใหม่ที่อาจสนใจเข้ามาแข่งขันในการประมูลคลื่น 3G แต่อย่างใด

“การที่หลายฝ่ายออกมาแสดงความคิดเห็นผ่านสื่อเกี่ยวกับร่างประกาศกสทช. เรื่องการกำหนดข้อห้ามการกระทำที่มีลักษณะเป็นการครอบงำกิจการโดยคนต่างด้าว ในหลายประเด็นนั้นถือเป็นเรื่องที่ดี และเป็นการแลกเปลี่ยนมุมมอง อันจะเป็นประโยชน์ต่อการนำข้อคิดเห็นต่างๆไปถกกันบนเวทีแสดงความคิดเห็นสาธารณะที่จะจัดขึ้นในราวเดือนมิ.ย.ศกนี้ และผมยืนยันว่าจะจัดร่างประกาศฉบับนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชน” ดร.สุทธิพลกล่าวในที่สุด

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน พฤษภาคม 18, 2012 นิ้ว กสทช.

 

ป้ายกำกับ: , , , , , , , , ,