RSS

Monthly Archives: เมษายน 2012

(เต็มๆ) อนุฯปปช.พบสัญญา 3 จี กสท.-ทรู ทำขั้นตอนไม่ถูกกม.หลายฉบับ แจ้งข้อกล่าวหา 8 พ.ค.55

(เต็มๆ) อนุฯปปช.พบสัญญา 3 จี กสท.-ทรู ทำขั้นตอนไม่ถูกกม.หลายฉบับ แจ้งข้อกล่าวหา 8 พ.ค.55

23 เม.ย.55 – คณะอนุกรรมการปปช. มีมติเชิญผู้เกี่ยวข้องมาชี้แจงข้อกล่าวหา หลังคณะกรรมการมีมติเอกฉันท์ว่าการทำสัญญา 3 จี กสท.- ทรู ไม่ปฎิบัติตามกฎหมายหลายฉบับ เทป อ่านต่อ นายเมธี ครองแก้ว ประธานคณะอนุกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงการทำสัญญาโครงการธุรกิจรูปแบบใหม่ 3 จี บนเทคโนโลยี HSPA เปิดเผยว่า ที่ประชุมมีมติเอกฉันท์พบว่าการทำสัญญา มีข้อปฎิบัติที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายหลายฉบับ ซึ่งคณะอนุกรรมการจะประชุมอีกครั้งในวันที่ 8 พฤษภาคมนี้ โดยข้อมูลที่คณะกรรมการใช้สอบสวน มาจากหลายหน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานอัยการสูงสุด บริษัท กสทท.โทรคมนาคม สำนักงานคณะกรรมการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (กสทช.) สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) และสำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ ทั้งนี้ คณะอนุกรรมการฯ จะแจ้งข้อกล่าวหาในการประชุมครั้งถัดไปในวันที่ 8 พฤษภาคมนี้ จากนั้นจะเปิดโอกาสให้ผู้เกี่ยวข้องมาชี้แจงข้องกล่าวหาภายใน 15 วัน หลังจากนั้นจะสรุปเรื่องทั้งหมดส่งให้คณะกรรมการปปช.ชุดใหญ่ พิจารณาอีกครั้งในเดือนกรกฎาคม หรือสิงหาคมนี้ ซึ่งมีความเป็นไปได้ใน 3 แนวทาง ได้แก่ ยกสำนวน / ชี้มูลความผิด หรือสั่งให้คณะอนุกรรมการสอบใหม่

“คณะอนุกรรมการใช้เอกสารของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายหน่วย โดยเห็นว่าผลการสอบสวนไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะยุติเรื่อง หรือทำให้ยุติการสอบสวนได้ โดยวันที่ 8 พฤษภาคมนี้ อนุฯปปช.จะระบุว่ามีบุคคลใดบ้าง ที่ต้องเข้าชี้แจงคณะอนุกรรมการ  ซึ่งสามารถชี้แจงข้อกล่าวหาได้ 3 ช่องทาง ได้แก่ ลายลักษณ์อักษร / หาด้วยตัวเอง และทั้งแบบลายลักษณ์อักษรและชี้แจงด้วยตัวเอง”

สำหรับการสรุปผลสอบสวนครั้งนี้ คณะอนุกรรมการฯ พิจารณาข้อกฎหมายหลายฉบับที่เกี่ยวข้อง เช่น ความผิดทางอาญา ตามพ.ร.บ.การกระทำผิดเจ้าหน้าที่รัฐ ในมาตรา 11 และ  157 ฐานละเว้นการปฎิบัติหน้าที่ / พ.ร.บ.ร่วมทุนรัฐวิสาหกิจฯ ปี 2535  ซึ่งเกี่ยวข้องกับขั้นตอนที่ว่าจำเป็นต้องประมูลหรือไม่ โดยผู้ถูกกล่าวหาสามารถชี้แจงข้อกล่าวหาได้ 15 วัน หลังจากที่มีการแจ้งข้อกล่าวหา และหลังจากนั้น จะมาชี้แจงหรือไม่ก็ได้ เป็นสิทธิ์ โดยบอร์ดชุดเล็กจะประชุมส่งให้บอร์ดใหญ่ที่จะพิจารณา 30 วัน

โฆษณา
 
ใส่ความเห็น

Posted by บน เมษายน 23, 2012 in ไอที

 

เอาจริง! กสทช.รุดถกปลัดICT พรุ่งนี้ จี้ไทยคมคุมโฆษณาเกินจริงในทีวีดาวเทียม ด้าน”หมอลี่”เตรียมแจงอัตราโปรฯ ค่าโทรไม่เกินนาทีละ 1บ.

ภาพจาก เว็บไซท์ กสทช.

18เม.ย.55-วันนี้ นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ด้านการคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภค เปิดเผยว่า ตนเอง พร้อมด้วยรองเลขาธิการ กสทช. (นายประเสริฐ อภิปุญญา) และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ได้ประชุมร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค โดยมีแนวทางที่จะทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างกัน (MOU) ในการกำกับดูแลการโฆษณาและเผยแพร่ออกอากาศของผลิตภัณฑ์ที่อาจมีผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนอย่างร้ายแรง รวมทั้ง ได้หารือในเบื้องต้นกับ บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้ให้เช่าช่องรายการทีวีดาวเทียม มีข้อสรุปว่า หากหน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจหน้าที่ได้แจ้งข้อมูลการกระทำผิดกฎหมาย บริษัทฯ จะได้ดำเนินการแจ้งผู้เผยแพร่รายการหรือโฆษณาดังกล่าวผ่านทางดาวเทียมไทยคมต่อไป การโฆษณาและเผยแพร่ออกอากาศรายการที่เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ต่างๆ ต้องเป็นไปตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น พระราชบัญญัติยา พ.ศ. ๒๕๑๐ พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. ๒๕๒๒ พระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ. ๒๕๓๕ พระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. ๒๕๓๕ เป็นต้น

ซึ่งผลิตภัณฑ์ดังกล่าว หากหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายดังกล่าว คือ อย. และ สคบ. ได้ชี้แล้วว่าเป็นการกระทำที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย สถานีต่างๆ ก็ไม่สามารถออกอากาศได้ เพราะอาจเข้าข่ายเป็นการกระทำที่ขัดต่อพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓๗ ที่ห้ามไม่ให้ออกอากาศรายการที่มีเนื้อหาสาระที่มีการกระทำซึ่งมีผลกระทบต่อการให้เกิดความเสื่อมทรามทางจิตใจหรือสุขภาพของประชาชนอย่างร้ายแรง นางสาวสุภิญญาฯ กล่าวว่า เพื่อให้กระบวนการดังกล่าวเกิดขึ้นเป็นการเร่งด่วนในระหว่างที่ กสทช. ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาหลักเกณฑ์ในการออกใบอนุญาต และหลักเกณฑ์การกำกับดูแล ซึ่งจะทำให้สามารถดำเนินการได้อย่างเต็มรูปแบบ จึงต้องมีแนวทางชั่วคราวดังกล่าว ดังนี้ ๑. ใช้วิธีการขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการดาวเทียมเริ่มต้นจาก บริษัท ไทยคม จำกัด(มหาชน) ๒.นำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุม กสทช. ซึ่งเกี่ยวข้องทั้ง กสท. (บอร์ดเล็กด้านกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์) และ กทค. (บอร์ดเล็กด้านกิจการโทรคมนาคม) เนื่องจากช่องทางดาวเทียมดังกล่าว ได้รับอนุญาตให้เป็นกิจการโทรคมนาคม ๓.ในสัปดาห์นี้จะมีการหารือแนวทางในการแก้ปัญหากับปลัดกระทรวงไอซีทีเป็นครั้งแรก ซึ่งความคืบหน้าจะแจ้งต่อไป

ภาพจาก เว็บไซท์ กสทช.

วันพรุ่งนี้ เวลา 13.00 น. กสทช.ได้เตรียมเข้าหารือกับนางจีราวรรณ บุญเพิ่ม ปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือ ไอซีที ในฐานะกำกับดูแลบริษัท ไทยคม ที่เป็นเจ้าของสัญญาสัมปทานดาวเทียม และปัจจุบันทีวีดาวเทียมส่วนใหญ่ในประเทศไทย ออกอากาศผ่านดาวเทียมไทยคมเป็นหลัก  ให้ความร่วมมือในการส่งหนังสือเตือน หรือ การระงับการออกอากาศโฆษณาอาหารและยาที่เกินจริง โดยจะเป็นการขอความร่วมมือ ยังไม่ใช่คำสั่งทางปกครอง เนื่องจากที่ผ่านมา สำนักงาน อย. ไม่สามารถเอาผิดกับผู้ประกอบการทีวีดาวเทียมในลักษณะการเผยแพร่โฆษณาได้ เนื่องจากไม่สามารถติดต่อ หรือ การไม่มีตัวตนที่ชัดเจนของผู้ประกอบการทีวีดาวเทียม ซึ่งเทียบเท่ากับผู้พิมพ์ผู้โฆษณา ในกิจการหนังสือพิมพ์  

นอกจากนี้ คณะกรรมการ กสทช. จะเดินทางไปหารือกับผู้บริหารของบริษัท ไทยคม ที่สถานีลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี  ในวันที่ 30 เมษายนนี้ เวลา 13.00 น. เพื่อหารือในเรื่องดังกล่าวให้เกิดความชัดเจนต่อไป รวมทั้ง กสทช.ต้องการขอรายชื่อผู้ประกอบการทีวีดาวเทียมทั้งหมดจากบริษัท ไทยคม เพื่อทราบถึงจำนวนผู้ประกอบการเบื้องต้น ก่อนที่จะมีการกำกับดูแลต่อไป 

ภาพจาก เว็บไซท์ กสทช.

ขณะเดียวกันวันพรุุ่งนี้ นายแพทย์ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กสทช.ด้านคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม เตรียมแถลงความคืบหน้าเกี่ยวกับการแก้ปัญหาโปรโมชั่นมือถือไม่เกินนาทีละ 1 บาท หลังจากมีประกาศกสทช.เรื่องอัตราขั้นสูงของค่าบริการโทรคมนาคม สำหรับบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ประเภทเสียงภายในประเทศ .. 2555 ซึ่งได้ประกาศลงราชกิจจานุเบกษาแล้วเมื้อวันที่ 3 เมษายน 2555 เกี่ยวกับ ในแนวทางการปฏิบัติตามประกาศกสทช เรื่องอัตรขั้นสูง ของค่าบริการโทรคมนาคมสำหรับบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ประเภทเสียงภายในประเทศ เวลา13.30 .อาคารหอประชุมชั้น 1 สำนักงานกสทช.ซ.สายลม

 

ศาลปกครอง”ยกฟ้อง”กสทช.คดีแรก แต่ยังต้องลุ้นอีก 6 คดีที่เหลือ

18เม.ย.55- เช้าวันนี้ ศาลปกครองกลาง อ่านคำพิพากษา ยกฟ้องคดี นายสุทธิพร ปทุมเทวาภิบาล อดีตผู้อำนวยการศูนย์สารสนเทศทางเทคโนโลยี ซึ่งเป็นผู้ลงสมัครเข้ารับการคัดเลือก เป็นกรรมการกสทช.ในสาขา โทรคมนาคม
 ยื่นฟ้องว่าประธานคณะกรรมการสรรหา พร้อมด้วย กรรมการสรรหา และเลขาธิการวุฒิสภา วินิจฉัยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ด้วยการตัดสิทธิ์นายสุทธิพร เพราะเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นในกิจการโทรคมนาคม
โดยศาลใช้หลักฐานเป็นการจดทะเบียนจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ที่พบว่า นายสุทธิพร เป็นกรรมการและผู้ถือหุ้น บริษัท ทราเวลลิงค์ ซิสเต็มไทยแลนด์ จำกัด
 เป็นนิติบุคคลที่ประกอบธุรกิจด้านโทรคมนาคม ซึ่งขัดคุณสมบัติข้อห้ามตามพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ศาลจึงเห็นว่านายสุทธิพร  หรือผู้ฟ้อง ไม่มีคุณสมบัติที่จะเป็นผู้เสียหายจากการคัดเลือก กสทช.
 ศาลปกครองกลาง จึงยกฟ้องคดีนี้
 
ด้านนายสุทธิพร ระบุว่า จะขอปรึกษาทนายความก่อน เพื่อเตรียมยื่นอุทธรณ์

คดีของนายสุทธิพร เป็น 1 ใน 7 คดี ที่อยู่ในกระบวนการฟ้องร้อง ซึ่งจากนี้ยังเหลืออีก 6 คดี ได้แก่

คดีที่ 1.นายสุรนันท์ วงศ์วิทยกำจร กรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ปฏิบัติหน้าที่ กสทช. เป็นผู้สมัคร กสทช.ยื่นฟ้อง คณะกรรมการสรรหา กสทช.ทั้งคณะ กับเลขาธิการวุฒิสภา เป็นผู้ถูกฟ้องที่ 1-2 สรุปว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ดำเนินการสรรหา กสทช.โดยไม่โปร่งใส ไม่เสนอชื่อผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นผู้ได้รับการพิจารณาคัดเลือกในวันที่ 25 เมษายน 2554 ต่อประธานวุฒิสภา แต่กลับจัดให้มีการลงคะแนนคัดเลือกใหม่ จึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลเพิกถอนการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และให้ส่งรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือกในวันที่ 25 เมษายน 2554 ไปยังวุฒิสภา ศาลปกครองกลางพิพากษายกฟ้อง ผู้ฟ้องคดียื่นอุทธรณ์คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองสูงสุด

คดีที่ 2 นายรัฐชทรัพย์ นิชิด้า ผู้สมัคร กสทช.ยื่นฟ้อง สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภากับพวกรวม 2 คน สรุปว่า ผู้ถูกฟ้องที่ 1 ออกระเบียบสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกผู้สมควรได้รับเลือกเป็น กสทช. โดยวิธีการสรรหา พ.ศ.2553 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 มีมติในการประชุมเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2554 คัดเลือกผู้สมัครจำนวน 22 คน ที่มีความสัมพันธ์กับคณะกรรมการสรรหา กสทช.เป็นบุคคลได้รับการเสนอชื่อ และคณะกรรมการสรรหา 6 คน ที่ไม่มีสิทธิและขาดคุณสมบัติที่จะเป็นผู้พิจารณาในเรื่องนั้น การลงมติดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนมติและระเบียบของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองและขอให้ศาลปกครองส่งคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า บทบัญญัติ ม.14 พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ขัดต่อรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ม.256, 207 หรือไม่

คดีที่ 3 นายสมยศ เลี้ยงบำรุง ยื่นฟ้อง คณะกรรมการสรรหา กสทช.กับพวกรวม 2 คน สรุปว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองดำเนินกระบวนการสรรหา กสทช. ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้สมัครเข้ารับการสรรหาบางรายใช้สิทธิเพื่อรับการคัดเลือกเป็น กสทช.ในหลายด้าน ต้องห้ามตามกฎหมายที่กำหนดให้ใช้สิทธิสมัครได้เพียงด้านเดียว และผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองมิได้ดำเนินการตามขั้นตอนและวิธีออกคำสั่งทางปกครองตามที่กฎหมายกำหนด ขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง และให้ศาลส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ ขัดต่อ รัฐธรรมนูญหรือไม่

คดีที่ 4 นายณัฐศิลป์ จงสงวน ผู้สมัคร กสทช.ยื่นฟ้องสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภากับพวกรวม 2 คน สรุปว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ออกระเบียบสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกผู้สมควรได้รับเลือกเป็น กสทช. โดยวิธีการสรรหา พ.ศ.2553 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 มีมติในการประชุมเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2554 คัดเลือกผู้สมัครจำนวน 22 คนที่มีความสัมพันธ์กับคณะกรรมการสรรหา กสทช.เป็นบุคคลได้รับการเสนอชื่อ และคณะกรรมการสรรหา 6 คน เป็นผู้ขาดคุณสมบัติ การลงมติดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีไม่ได้รับการคัดเลือก ขอให้ศาลเพิกถอนมติและระเบียบของผู้ถูกฟ้องคดี ขอให้ศาลส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม

คดีที่ 5 พ.อ.หญิงวโรชา สุทธิรักษ์ ยื่นฟ้อง คณะกรรมการสรรหา กสทช.กับพวกรวม 2 คน สรุปว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองกระทำการไม่ชอบโดยกฎหมาย โดยผู้ฟ้องคดีที่ 1 มีมติคัดเลือกผู้สมัคร 22 คน เป็นบุคคลที่สมควรได้รับการการเสนอชื่อเป็น กสทช.โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากคณะกรรมการสรรหามีความสัมพันธ์กับผู้สมัคร และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 เสนอบัญชีรายชื่อผู้สมควรได้รับการเสนอชื่อเป็น กสทช. โดยไม่มีประวัติและผลงานของบุคคลดังกล่าวแต่อย่างใด อีกทั้งระเบียบที่ใช้เป็นเกณฑ์ในการสรรหาก็ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลเพิกถอนมติและระเบียบดังกล่าว

และคดีที่ 6 นายวรเดช อมรวรพิพัฒน์ ยื่นฟ้อง คณะกรรมการสรรหา กสทช.กับพวกรวม 2 คน สรุปว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีมติคัดเลือกผู้สมัคร 22 คน เป็นบุคคลที่สมควรได้รับการเสนอชื่อเป็น กสทช.โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากคณะกรรมการสรรหามีความสัมพันธ์กับผู้สมัคร และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 เสนอบัญชีรายชื่อผู้สมควรได้รับการคัดเลือกเป็น กสทช. โดยไม่มีประวัติและผลงานของบุคคลดังกล่าว อีกทั้งระเบียบที่ใช้เป็นเกณฑ์ในการสรรหาไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีเสียหาย ขอให้เพิกถอนมติและระเบียบดังกล่าว

ซึ่งการคัดเลือกกรรมการกสทช.แบบบัญชี 2 ประเภทสรรหา  คณะกรรมการได้ประกาศรายชื่อผู้เหมาะสมในบัญชีนี้จำนวน 22 คน เมื่อกลางปีที่แล้ว เพื่อส่งมอบให้สมาชิกวุฒิสภาคัดเลือกร่วมกับบัญชี 1 แบบคัดเลือกกันเอง อีก 22 คน โดยทั้ง 2 บัญชี รวม 44 คน  เพื่อส่งให้สมาชิกวุฒิสภาคัดเลือกผู้เหมาะสมจำนวนให้ได้จำนวน 11 คน เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2554

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน เมษายน 18, 2012 in กสทช., ทั่วไป

 

พรุ่งนี้ลุ้น! คำพิพากษาฟ้องสรรหากสทช.ไม่เป็นธรรม ด้านปธ.สรรหา ไม่ไปฟัง ยันทำถูกทุกขั้นตอน

วันพรุ่งนี้ (๑๘ เมษายน) เวลา ๑๐.๐๐ น. ณ ห้องพิจารณาคดี ๒ ชั้น ๓ อาคารศาลปกครอง เลขที่ ๑๒๐ ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ ๑๐๒๑๐ ศาลปกครองกลาง นัดอ่านคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ ๑๑๘๑/๒๕๕๔ ระหว่าง ดร.สุทธิพร ปทุมเทวาภิบาล อดีตผู้อำนวยการศูนย์สารสนเทศทางเทคโนโลยี ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องประธานคณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ที่ ๑ (นายจตุรงค์ ปัญญาดิลก) รวมถึงคณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ที่ ๒ (กรรมการสรรหาตามพรบ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ 14คน) และเลขาธิการวุฒิสภา ที่ ๓ (นางนรรัตน์ พิมเสน) ผู้ถูกฟ้องคดี

ดร.สุทธิพร ปทุมเทวาภิบาล

เรื่อง คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งการรับการสรรหาเป็นกรรมการกิจการกระจายเสียงฯ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยนายสุทธิพร ซึ่งเป็นผู้สมัครรับคัดเลือกในสาขาโทรคมนาคม ซึ่งเป็น 1 ใน 8 สาขาที่เปิดรับสมัคร ฟ้องประธานคณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ที่ ๑ กับพวกรวม ๓ คนว่า คณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำสั่งวันที่ ๕ เมษายน ๒๕๕๔ ว่าผู้ฟ้องคดี มีลักษณะต้องห้ามของการเป็นผู้สมัครเข้ารับการคัดเลือกเป็นกรรมการฯ เนื่องจากเป็นกรรมการ และผู้ถือหุ้น บริษัท ทราเวลลิงค์ ซิสเต็ม (ไทยแลนด์) จำกัด และเป็นกรรมการใน บริษัท จีเดค จำกัด ซึ่งประกอบธุรกิจด้านโทรคมนาคม (พรบ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ) ทั้งนี้ ผู้ฟ้องคดีได้อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวแล้ว แต่ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้มีมติยืนยันตามมติเดิม

นอกจากนี้ยังปรากฏว่า ผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นกรรมการฯกสทช. จำนวน ๔ ราย เป็นผู้มีลักษณะต้องห้าม ทำให้ผู้ฟ้องคดีเดือดร้อนเสียหาย

โดยนายสุทธิพร ขอให้ศาลยกเลิกรายชื่อผู้ผ่านการสรรหาด้าน”โทรคมนาคม” และให้สรรหาใหม่ โดยขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามดำเนินการสรรหากรรมการฯ ตามขั้นตอนที่ผู้ถูกฟ้องคดีร้องขอ

 

นายจตุรงค์ ปัญญาดิลก อดีตปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการสรรหา บัญชี2(สรรหา)  ระบุว่า กรณีนี้ คณะกรรมการสรรหาได้วินิฉัยชัดเจน ณ ขณะนั้นแล้วว่า แม้นายสุทธิพร จะถอนหุ้นออกมาแล้วก็ตาม แต่ในทางกฎหมายไม่มีส่งหลักฐานยืนยันว่า ได้ลาออกแล้ว ทั้งในตำแหน่งกรรมการและผู้ถือหุ้น บริษัท ทราเวลลิงค์ ซิสเต็ม (ไทยแลนด์) จำกัด และเป็นกรรมการบริษัท จีเดค จำกัด ซึ่งทั้งสองบริษัทเป็นนิติบุคคลที่ประกอบธุรกิจด้านกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ โดยมีกระทรวงพาณิชย์ ช่วยตรวจสอบสถานะของผู้สมัครทุกคน

ในวันพรุ่งนี้ จะไม่เดินทางไปรับฟังคำพิพากษา เนื่องจากคดีนี้มีอัยการเป็นผู้รับผิดชอบคดีมาตั้งแต่แรก ซึ่งส่วนตัวเห็นว่ากระบวนการสรรหาเดินหน้ามาไกลแล้ว และขณะนี้กรรมการ 11 คนก็ได้ปฎิบัติหน้าที่มาหลายเดือนแล้ว

ทั้งนี้ ปัจจุบันกรรมการกสทช.มีทั้งหมด 11 คน มาจาก 8 สาขา ได้แก่ ด้านกิจการกระจายเสียง 1 คน กิจการโทรทัศน์ 1 คน ด้านโทรคมนาคม 2 คน ด้านกฎหมาย 2 คน เศรษฐศาสตร์ 2 คน ด้านคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการกระจายเสียงฯ 1 คน ด้านคุ้มครองผู้บริโภคด้านโทรคนาคม 1 คน และด้านการศึกษา วัฒนธรรม หรือการพัฒนาสังคม 1 คน

โดยกสทช.ที่ได้รับเลือกด้านโทรคมนาคม ซึงดำรงตำแหน่งอยู่ในปัจจุบันมี 2 คน ได้แก่ พันเอก เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ และพันเอกนที ศุกลรัตน์

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน เมษายน 17, 2012 in กสทช.

 

ป้ายกำกับ: , , , , , , ,

กสทช.ขอความร่วมมือค่ายมือถือ-เครือข่ายวิทยุสื่อสาร เตรียมพร้อมรับมือเหตุแผ่นดินไหว

17 เม.ย.55 นายฐากร ตัณฑสิทธ์ เลขาธิการ กสทช. ได้แถลงข่าวว่า กรณีในระหว่างวันที่ ๑๖ เมษายน ๒๕๕๕ เวลา ๑๖.๔๔ น. ได้เกิดแผ่นดินไหวบนบกขนาด ๔.๓ ริกเตอร์บริเวณตำบลศรีสุนทร อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต รับรู้แรงสั่นสะเทือนได้หลายพื้นที่ของจังหวัดภูเก็ต โดยได้มีการสั่นไหวต่อเนื่องอีกหลายครั้งและเมื่อวันที่ ๑๗ เมษายน ๒๕๕ เวลา ๐๒.๐๒ น. ได้เกิดแผ่นดินไหวขนาด ๔.๐ ริกเตอร์อีกครั้งหนึ่ง

นอกจากนี้ ในช่วงเวลาใกล้เคียงกันยังได้เกิดแผ่นดินไหวในทะเลบริเวณตอนเหนือเกาะสุมาตราหลายครั้งมีขนาด ๕.๖-๕.๙ ริกเตอร์ หลายครั้ง ดังนั้น เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมและแก้ไขปัญหาในการใช้งานระบบโทรคมนาคมของประชาชน รวมทั้งการแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่  โดยทางระบบ SMS สถานีวิทยุกระจายเสียง และสถานีวิทยุโทรทัศน์ เกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าว

สำนักงาน กสทช.  ขอความร่วมมือจากผู้ให้บริการระบบโทรคมนาคม สมาคมวิทยุสมัครเล่น สถานีวิทยุกระจายเสียง และสถานีวิทยุโทรทัศน์ฯ ให้เตรียมความพร้อมในการแก้ไขปัญหา และประชาสัมพันธ์ รวมทั้งการแจ้งเตือนภัยให้ประชาชนทราบโดยพลันต่อไปแล้ว

นอกจากนี้ศูนย์วิทยุสายลม (ศูนย์วิทยุสื่อสารของ สำนักงาน กสทช.) ได้ตรวจสอบความพร้อมของข่ายวิทยุสื่อสารสมัครเล่น โดยได้ประสานงานกับนักวิทยุสมัครเล่นทั่วประเทศให้พร้อมให้การช่วยเหลือตลอดเวลา  อนึ่ง ท่านสามารถแจ้งข่าวสารเหตุการณ์แผ่นดินไหว หรือเหตุภัยพิบัติ ได้ที่ สำนักงาน กสทช.  สายด่วน 1200 และสามารถแจ้งข่าวสารผ่านทางเครือข่ายนักวิทยุสมัครเล่นได้ที่ศูนย์สายลม

 

ป้ายกำกับ: , , , , , , , ,

ค่ายมือถือ ประสานเสียง ไม่พบปัญหาสัญญาณมือถือล่ม เหตุภูเก็ตแผ่นดินไหวเมื่อวาน

นายวิเชียร เมฆตระการ หัวหน้าคณะผู้บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟว์ เซอร์วิส ผู้ให้บริการเครือข่าย AIS  ระบุว่าไม่พบว่าเกิดปัญหาโครงข่ายล่ม แต่ในช่วง 2ชั่วโมงแรกที่เกิดเหตุแผ่นดินไหว อาจเกิดปัญหาประชาชนใช้ระบบสื่อสารจำนวนมากจนทำให้เกิดความแอดอัดในการใช้สัญญาณ แต่หลังจากนั้นก็กลับเข้าสู่ภาวะปกติ ซึ่งทางเอไอเอสไม่ได้เพิ่มช่องสัญญาณ เนื่องจากที่ใช้ปัจจุบันเพียงพอกับจำนวนผู้ใช้บริการ

นายดามพ์ สุคนธทรัพย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทโทเทิ่ล แอคเซส คอมมูนิเคชั่น ผู้ให้บริการเครือข่าย Dtac ระบุว่า ไม่พบปัญหาระบบล่มเช่นกัน ระหว่างเกิดเหตุแผ่นดินไหว ดีแทคได้เพิ่มช่องสัญญาณสื่อสารอีกเท่าตัว เพื่อรองรับการใช้งานของประชาชน โดยสามารถทำได้ทันทีเมื่อรับทราบเหตุการณ์ ซึ่งเป็นแผนที่ปฎิบัติมาตั้งแต่ช่วงวิกฤตอุทกภัยเมื่อปลายปีที่แล้ว รวมถึงเหตุการณ์แผ่นดินไหวภาคใต้เมื่อสัปดาห์ก่อน ซึ่งลูกค้าดีแทค ในพื้นที่ภาคใต้ มีประมาณ4- 5 ล้านเลขหมาย

ฝ่ายประชาสัมพันธ์ เครือข่ายทรูมูฟ  ยืนยันว่า เหตุการณ์เมื่อวานตรวจสอบแล้วไม่พบว่าเกิดปัญหาระบบสัญญาณสื่อสารล่มแต่อย่างใด

นายแพทย์ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กสทช.ด้านคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม เห็นว่าในช่วงเกิดภาวะวิกฤต ที่ระบบโทรคมนาคม หรือสัญญาณโทรศัพท์อาจเกิดปัญหาล่มในช่วงแรก ทางออกสำหรับการติดต่อกันในช่วงนั้น ควรใช้วิทยุสื่อสาร เพราะเป็นอุปกรณ์เดียวที่สามารถใช้งานได้ดีที่สุด พร้อมเห็นว่าการแจ้งเตือนภัยทางเอสเอ็มเอส ควรแจ้งให้ทันภายในช่วงระยะแรกที่เหตุการณ์เกิดขึ้น เนื่องจากหากปล่อยให้เหตุการณ์ผ่านไปนานแล้วค่อยแจ้งเตือนภัยก็จะไม่ทันการณ์

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน เมษายน 17, 2012 in ภัยพิบัติ, ไอที

 

คำต่อคำ”เลขาฯทีวีพูล”แจงเหตุทำไม ไม่ถ่ายทอดสดแผ่นดินไหว และเตือนภัยสึนามิ

12 เม.ย.55-พล.ท.สบโชค ศรีสาคร เลขานุการบริหาร สถานีโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย (ทีวีพูล) ให้สัมภาษณ์พิเศษว่า

ภาพ : ภัทราพร ตั๊นงาม @Pat_ThaiPBS

“ระหว่างที่เราจะถ่ายทอดงานพระราชพิธี ที่จะเริ่มในเวลา 16 นาฬิกาเศษ (16.15น.-18.35น.) มีเหตุการณ์แผ่นดินไหวเกิดขึ้น และมีผลกระทบต่อประชาชนใน 6 จังหวัดภาคใต้ ทีวีพูล จึงได้ประสานศูนย์เตือนภัยพิบัติฯ และฝ่ายข่าวสถานีโทรทัศน์ทุกช่อง ว่า ข้อมูลดังกล่าวมีความน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใด โดยขอรับทราบข้อมูลที่ถูกต้อง และเชื่อถือจากศูนย์เตือนภัยฯ

จากนั้นนำข้อมูลเหล่านี้ มาคุยกันในกลุ่มกรรมการผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ทั้งหมดว่าจะทำอย่างไรกัน ในระหว่างที่มีงานพระราชพิธีสำคัญและมีสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับประชาชนเกิดขึ้น

ซึ่งขั้นนตอนแรก ทีวีพูลได้ขอข้อมูลเพื่อเตรียมแจ้งเตือนอักษรวิ่งผ่านทีวีทุกช่อง ในที่สุดเราตัดสินใจขึ้นตัวอักษรวิ่งในทีวีทุกช่อง ระหว่างถ่ายทอดสดงานพระราชพิธี ซึ่งช่วงเวลาที่ส่งอักษรวิ่งรวมประมาณ 140 นาที ซึ่งอักษรวิ่งคิดเป็นร้อยละ 70 ของช่วงเวลาการถ่ายทอดสด เพื่อแจ้งเตือนประชาชน

ระหว่างนี้ เราก็มีแผนในการทำงานด้วยว่า จะดำรงสถานีโทรทัศน์สำหรับถ่ายทอดสดพระราชพิธีไว้ 3 สถานี ได้แก่ ช่อง 5 ช่อง3 และNBT ส่วนอีก 3 ช่องเรามีแผนชัดเจนว่า หากสถานการณ์ หรือข่าวสารที่เข้ามาส่งผลกระทบต่อประชาชนมาก ก็ต้องถอดสัญญาณงานพระราชพิธีไปเกาะติดเหตุการณ์แทน

ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่าไทยพีบีเอส ซึ่งเป็นทีวีสาธารณะจำเป็นต้องรายงานข่าวให้ประชาชนทราบ ทางไทยพีบีเอส จึงได้แจ้งของดรับสัญญาณถ่ายทอดสดจากทีวีพูล เพื่อไปเกาะติดสถานการณ์แผ่นดินไหว แต่ระหว่างนั้นสถานีโทรทัศน์ช่อง 7 และ โมเดิร์นไนน์ ก็อยู่ในขั้นเฝ้าดูสถานการณ์ และเตรียมพร้อมจะถอดสัญญาณทีวีพูลออกเช่นกัน แต่ขณะนั้นยังอยู่ในช่วงฝ้าดูสถานการณ์

แต่ระหว่าง ไทยพีบีเอส ออกอกาาศเกาะติดเหตุแผ่นดินไหว ทางทีวีพูล ก็ได้ทำอักษรข่าวตัววิ่ง ให้สถานีโทรทัศน์ทุกช่องแจ้งเตือนประชาชน ในช่วงที่ศูนย์เตือนภัยฯ แจ้งเตือนว่า คาดว่าจะเกิดความเสียหาย 20-30 จุด พร้อมขึ้นตัววิ่งชัดเจนว่า หากประชาชนต้องการทราบสถานการณ์เพิ่มเติม ให้ติดตามสถานการณ์ล่าสุดจากช่องไทยพีบีเอส ซึ่งขณะนั้นก็ขึ้นเป็นตัววิ่งในงานพระราชพิธี เพื่อแจ้งให้ประชาชนทราบ ถือว่าเราทำสมบูรณ์ที่สุดแล้ว และในความเห็นส่วนตัวของผม และมีแผนปฎบัติและแผนรับสถานการณ์ทุกขั้นตอน ตั้งแต่ทำตัววิ่ง ตามด้วยรายงานช่องหนึ่งถอดออกไป และแจ้งให้ประชาชนรับทราบ และเวลาต่อมาช่องโมเดิร์นไนน์ และช่อง 7 จึงงดสัญญาทีวีพูล และไปเกาะติดรายงานสถานการณ์เช่นกัน

ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่าการรายงานของสถานีข่าว มันยังไม่ใช่สถานการณ์ที่เกิดขึ้น ณ ตรงนั้น แต่เป็นการสัมภาษณ์ผู้มีประสบการณ์ หรือนักวิชาการ ที่คาดการณ์พื้นที่ที่จะเกิดเหตุ เพื่อแจ้งเตือนประชาชน ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่สำหรับทีวีพูล เรายังต้องทำหน้าที่ถ่ายทอดสดงานพระราชพิธีต่อไป เพราะเป็นงานสำคัญของประเทศ แต่ในช่วงเวลาเดียวกันเราก็ได้รายงานข่าวพร้อมๆ กันด้วย ซึ่งส่งที่เราทำ มีแผน มีขั้นตอน และหารือกันตลอดในการทำงาน ไม่ใช่อยู่ดีๆ จะทำอะไรโดยพละการ เราหารือตลอด ผู้บริหารทุกท่าน ผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ทุกช่อง เกาะติดสถานการณ์ตลอด

ซึ่งศูนย์ถ่ายทอดสดที่นี่ (กองสลาก คอกวัว) ก็เอาคนที่ว่างจาการถ่ายทอดสดไปหาข้อมูลว่าอะไรเป็นข้อเท็จจริง เพื่อให้อักษรวิ่งที่ออกไปต้องน่าเชื่อถือและถูกต้อง ซึ่งคิดว่าการทำงานของเราน่าจะถูกต้องและรอบคอบที่สุดแล้ว

คนที่ตามข่าวอาจเข้าใจผิดคิดว่า เราไม่ได้ทำอะไรเลย แต่ขอยืนยันว่า เราทำกันตลอดครับ และจากการทำงานครั้งนี้ จะเห็นว่าเราไม่เคยมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นในระหว่างถ่ายทอดสดงานพระราชพิธี เราจะเอาสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างการทำงานครั้งนี้รวมทั้งข้อขัดข้อง เอาไปเป็นบทเรียนและปรับปรุงการทำงานในอนาคต ว่าจะเป็นอย่างไร ซึ่งจะเป็นข้อปฎิบัติร่วมกันในบรรดาสถานีโทรทัศน์ 6 ช่องที่ร่วมกันทำงาน

ผมว่าผมทำดีที่สุดแล้ว เพราะเราไม่ได้ทำคนเดียว ที่นี่เป็นศูนย์ถ่ายทอดสดพระราชพิธี เกี่ยวกับราชพิธี ไม่ใช่ศูนย์รายงานข่าว ซึ่งการดึงข่าว ดึงข้อมูล หรือจะเอาข่าวมาออกอากาศ ก็ต้องประสานทุกช่อง ซึ่งก็ได้รับความร่วมมืออย่างดีจากผู้บริหารทุกช่อง ไม่ใช่เรื่องที่เราละเลย

ปัจจัยสำคัญที่สุดที่ทำให้สถานีโทรทัศน์แต่ละช่อง ตัดสินใจเปลี่ยนจากงานพระราชพิธีไปเกาะติดเหตุแผ่นดินไหว ก็คือข้อมูลจากศูนย์เตือนภัยที่ถูกต้องและน่าเชื่อถือ และเหตุการณ์อัพเดทจากผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดในแต่ละพื้นที่ ซึ่งแต่ละคนจะรายงานเข้ามาตามสถานีโทรทัศน์ช่องต่างๆ และทางสถานีจะแจ้งเข้ามาที่ศูนย์แห่งนี้ โดยเฉพาะช่อง 11 ซึ่งเป็นข้อมูลของทางราชการ ซึ่งจะต้องดูว่าหากสถานกาณ์ตรงนั้น ใช่เลย คือเกิดอะไรขึ้นมาตามที่คาดกันแล้ว ไม่ต้องห่วงครับ เราถอดเหลือเพียง 2 ช่อง ทุกช่องจะลงไปเกาะติดหมดเพื่อช่วยเหลือประชาชน

แต่ตอนนั้นยังใช้คำว่า”คาดว่า” ระหว่างนั้นเราติดตามข้อมูลและสถานการณ์จากต่างประเทศไปด้วย แต่ประเมินว่าอาจมาไม่ถึงไทยแน่นอน แล้วก็เป็นเช่นนั้น ซึ่งทั้งหมด ไม่ใช่ว่าเรานั่งคิดกันเอาเอง แต่เรามีนักวิชาการที่ทำงานร่วมกัน เราวิเคราะห์กันถึงว่า พื้นที่ที่กีดขวางทางสึนามิเป็นอย่างไร สินามิมีขนาดเท่าไร อยู่ตรงไหน เป็นอย่างไร จะมาถึงไทย ยังไง เราวิเคราะห์ เกาะติดข้อมูลกันตลอด และต้องมีข้อมูลที่เชื่อถือได้ เราวางแผนกันไว้หมดทุกขั้นตอนครับ ครั้งนี้ก็ถือว่าทำได้ 90%

ระหว่างงานพระราชพิธี เราทำอักษรวิ่งออกเยอะมาก ซึ่งก็ต้องขอบคุณสำนักพระราชวัง ท่านก็เห็นด้วยและเป็นห่วงเป็นใยเรื่องที่เกิดมาก พอผมประสานไปตั้งแต่เริ่มต้นเหตุแผ่นดินไหวที่ศูนย์เตือนภัยฯ ท่านบอกว่า ทำอะไรก็ทำ ขอแต่อย่าให้ประชาชนเดือดร้อน จะถอดกี่ช่องก็ได้ ไม่มีปัญหา แต่ขอให้ประชาชนของท่านอย่าเดือดร้อน คือเป็นข้อห่วงใยของเบื้องบน จะถอดกี่ช่องก็ได้ ให้ทำเต็มที่ และจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งสิ้น ท่านให้อิสระเราในการคิดและทำงานเต็มที่ ซึ่งผมว่าก็เป็นสิ่งที่ดีเพราะทำให้เรามีอิสระในการตัดสินใจของเรา ไม่มีความกดดันอะไรทั้งสิ้น ครั้งนี้ไม่มีการกดดันจากใคร ทุกฝ่าย ให้ความร่วมมือหมด จะถอดหรือจะทำกี่ช่องก็ได้

แต่การที่ไม่ถ่ายทอดเหตุแผ่นดินไหวทุกช่อง เพราะขึ้นอยู่กับข้อมูลที่ได้รับ และงานพระราชพิธีก็เป็นพิธีสำคัญมากของประเทศไทย เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายตั้งใจทำงาน”

 

ป้ายกำกับ: , , , , , , ,