RSS

Monthly Archives: เมษายน 2012

ไทยคม จานเหลืองDTV และGMM Z จับมือOn Air HD : EURO 2012 ครั้งแรกในไทย!


6c2zc.jpg

ไทยคม จานเหลืองดีทีวี และจีเอ็มเอ็ม แซท พลิกโฉมธุรกิจดาวเทียมครั้งใหญ่รับตลาด HDTV โตไม่ยั้ง เจาะใจกลุ่มคนเมือง นำทัพช่องรายการลง Box HD 1 ชมฟุตบอลยูโร 2012 แบบ HD ครั้งแรกในเมืองไทย ชูจุดแข็งด้านสัญญาณเครือข่ายจานและคอนเทนท์ช่องรายการคุณภาพสูงไม่เหมือนใคร ตอกย้ำกระแสฟุตบอลยูโรในเดือนมิถุนายนนี้

26เม.ย.55- นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประธานกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ไทยคมและดีทีวี  กล่าวว่า เป็นความร่วมมือครั้งสำคัญ ในการผลักดันให้ผู้ชมไทยได้สัมผัสช่องรายการคุณภาพระดับ HD ให้เป็นไปอย่างแพร่หลาย ด้วยพันธมิตรที่พร้อมทั้ง 3 ด้านคือไทยคม ผู้ให้บริการดาวเทียมแห่งชาติที่มีความพร้อมด้านสัญญาณคุณภาพดาวเทียมไทยคม 5 และปี 2556 จะเสริมด้วยดาวเทียมไทยคม 6 ซึ่งจะสามารถขยายจำนวนช่องคุณภาพขึ้นไปได้อีกส่วนที่ 2 จีเอ็มเอ็ม แซท เจ้าลิขสิทธิ์ช่องรายการคุณภาพสูงระดับโลกในระบบ HD และส่วนที่ 3 จานเหลืองดีทีวี ซึ่งมีเครือข่ายจานเดิมกว่า 1,500,000 จาน รวมทั้งช่องทางการจัดจำหน่ายอีกกว่า 2,000 ร้านค้า จึงมั่นใจได้ว่าบริการ GMM Z by DTV รุ่น  HD 1 โดยจานเหลืองดีทีวีนี้จะเป็นที่ชื่นชอบและพึงพอใจกับลูกค้าทุกระดับที่ต้องการชมโทรทัศน์แบบคมชัดถึงใจ โดยเฉพาะเพื่อการรับชมฟุตบอลยุโรป 2012 ด้วยระบบ HD แบบสดทุกแมทช์ในเดือนมิถุนายนนี้ นอกจากนั้น Box HD 1 นี้จะทำให้ช่องรายการปกติทั่วไปมีคุณภาพของภาพชัดดีขึ้นด้วยระบบ Upscale Function

สำหรับการร่วมมือของ 3 พันธมิตร ซึ่งประกอบด้วยไทยคม จานเหลืองดีทีวี และจีเอ็มเอ็ม แซท จะมีการร่วมกันออกอากาศแบบถ่ายทอดสดฟุตบอลยุโรป 2012 ในระบบ HDTV ผ่านทีวีดาวเทียมครั้งแรกในประเทศไทย ยังประกอบไปด้วย 5 ช่อง HD หลัก คือ 3 ช่องจาก จีเอ็มเอ็ม แซท 1) ASN, 2) Nat GEO Wild, 3) EURO SPORT ชมฟรีต่อเนื่องนาน 12 เดือน และช่อง HD โดยดีทีวีอีก 2 ช่องคือ 1) HDTV 1 (และถ่ายทอดสดฟุตบอลยุโรป 2012 บันเทิง ช่องวาไรตี้) และ 2) HDTV 2 (ภาพยนตร์ใหม่จากต่างประเทศ) ชมฟรีต่อเนื่องนาน 12 เดือน ซึ่ง 2 ช่องปกตินี้ยังคงรับชมต่อเนื่องด้วยคุณภาพที่คมชัด

นายธนา เธียรอัจฉริยะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท จีเอ็มเอ็ม แซท จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจกล่องทีวีดาวเทียม GMM Z (จีเอ็มเอ็ม แซท) เปิดเผยว่าจากความร่วมมือของ 3บริษัทนี้ เป็นการต่อยอดมอบความสุขผ่าน Content พิเศษ ให้กับผู้ชมผ่านช่องทางการชมในรูปแบบระบบ HD (เอชดี) ที่ใครๆ ก็ดูได้   โดยกล่องรับสัญญาณดาวเทียม GMM Z by DTV รุ่น HD 1ได้มอบความพิเศษให้กับผู้ชมรายการผ่านช่อง HDTV 1 (เอชดี ทีวี หนึ่ง) โดยการรวมรายการ Hi light (ไฮไลท์) จาก 3 ช่อง Free to Air (ฟรีทูแอร์) โดยมี FAN TV (แฟนทีวี), MAXXI TV (แมกซี่ ทีวี), GMM Music Channel (จีเอ็มเอ็ม มิวสิค ชาแนล) ผนวกกับรายการอื่นๆ

“และ 3 ช่องพิเศษ จาก GMM Z โดยออกอากาศในระบบ HD ซึ่งมีช่องรายการ ดังนี้ ASN (เอเอสเอ็น), EURO Sport (ยูโร สปอร์ต) รับชมในระบบ HD ได้เฉพาะในกล่อง GMM Z by DTVรุ่น  HD 1 เท่านั้น และช่อง Nat GEO Wild (แนท จีโอ ไวล์ด) ในระบบ HD ซึ่ง 3 ช่องนี้จะเริ่มออกอากาศพร้อมกัน 1 พ.ค. 2555 พร้อมยังได้สิทธิ์ในการชมฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป EURO 2012ในระบบ HD ที่ บมจ. จีเอ็มเอ็ม ได้ลิขสิทธิ์ในการถ่ายทอดสด เพิ่มความพิเศษ ให้กับผู้ชมง่าย ในแบบใครๆ ก็ดูได้อีกด้วยครับ” นายธนา กล่าว

ในความร่วมมือทั้งสามหน่วยงานที่เกิดขึ้นนี้เป็นปรากฎการณ์และมิติใหม่ในรับชมช่องรายการในระบบ HD รวมทั้งการรับชมฟุตบอลยูโรในระบบ HD ครั้งแรกในประเทศไทย เพื่ออรรถรสในการรับชมรายการ และตอบสนองผู้ชมที่ต้องรับเครื่องรับโทรทัศน์ที่มีระบบความชัดสูง แต่มีผู้ให้บริการช่องรายการโทรทัศน์และภาพยนตร์ความชัดสูงในประเทศไทยมีอยู่น้อยราย เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ให้บริการช่องรายการโทรทัศน์และภาพยนตร์ความชัดสูงในหลายประเทศทั่วโลก อาทิ ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ออสเตรเลีย สิงคโปร์ เกาหลีใต้ ซึ่งมีการผลิตรายการส่วนใหญ่เป็นระบบโทรทัศน์คมชัดสูง และส่งรายการไปยังต่างประเทศอย่างแพร่หลายสร้างผลประโยชน์เข้าประเทศอย่างมหาศาล ซึ่งความร่วมมือของ 3 พันธมิตรนี้เป็นการจุดประกายให้ผู้ผลิตรายการหันมาสร้างโอกาสให้กับตนเองในการผลิตรายการในระบบ HD เพื่อส่งออกเช่นเดียวกับนานาประเทศเช่นกัน

โฆษณา
 
ใส่ความเห็น

Posted by บน เมษายน 26, 2012 in ทั่วไป, ไอที

 

ป้ายกำกับ: , , , ,

ศูนย์วิจัยกสิกร คาดธุรกิจก่อสร้างปี 55 มีปัจจัยหนุนจากนโยบายรัฐหลังน้ำท่วม แต่ต้องระวังปัจจัยต้นทุน‏

ธุรกิจก่อสร้างปี 55 … มีปัจจัยหนุนจากนโยบายรัฐหลังน้ำท่วม

และการรุกของธุรกิจสู่ต่างจังหวัด แต่ต้องระวังปัจจัยต้นทุน

 

26 เม.ย.2555-ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดการณ์ว่า ปี 2555 นี้ นับเป็นปีที่ท้าทายธุรกิจก่อสร้างพอสมควร จากผลสืบต่อจากอุทกภัยในปีที่ผ่านมา และจากตัวแปรต่างๆที่จะมีผลในระยะข้างหน้า ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ประเมินปัจจัยที่ส่งผลต่อทิศทางธุรกิจวัสดุก่อสร้างและรับเหมาก่อสร้างไว้สามประการหลักได้แก่ 1) แรงส่งจากโครงการจัดซื้อจัดจ้างซึ่งเติบโตขึ้นด้วยนโยบายขับเคลื่อนของรัฐบาล 2) รูปแบบการก่อสร้างภาคเอกชนที่นำiเอาปัจจัยด้านอุทกภัยเข้ามาเป็นองค์ประกอบหลักในการตัดสินใจทางธุรกิจมากยิ่งขึ้น รวมทั้งกลยุทธ์ธุรกิจที่รุกขยายตลาดในจังหวัดภูธรที่มีศักยภาพ และ 3) ต้นทุนการผลิตที่ปรับตัวขึ้นรอบด้านไม่ว่าจะเป็นต้นทุนด้านวัสดุก่อสร้าง หรือต้นทุนค่าจ้างแรงงานที่เร่งตัวตามนโยบายของรัฐบาล ซึ่งปัจจัยทั้งหมดจะมีส่วนกำหนดทิศทางและรูปแบบธุรกิจก่อสร้างไทยอย่างมีนัยสำคัญในช่วงที่เหลือของปี 2555 นี้

 

ทิศทางธุรกิจในปี 2555 จะเดินหน้าหรือถอยหลัง ขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัยหลัก

สำหรับภาพแนวโน้มธุรกิจก่อสร้างในปี 2555 นี้ต้องยอมรับว่าน่าจะมีการเปลี่ยนแปลงบทบาทของผู้เล่นและกลยุทธ์ทางธุรกิจไปค่อนข้างมากสืบเนื่องจากเหตุการณ์น้ำท่วม ที่ส่งผลให้หลายฝ่ายต้องลำดับความสำคัญของงานก่อสร้างใหม่และมีผลทำให้งานก่อสร้างที่เกี่ยวโยงกับปัญหาน้ำท่วม กลายมาเป็นจุดสนใจหลักสำหรับงานก่อสร้างเกือบทุกประเภท ทั้งในโครงการภาครัฐและเอกชน ขณะที่การเลือกทำเลที่ตั้งของโครงการก่อสร้างพลิกกลับมาเป็นประเด็นสำคัญต่อการตัดสินใจทางธุรกิจ นอกจากนี้ยังมีส่วนของนโยบายการปรับขึ้นค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำทั่วประเทศที่จะมีผลส่งต่อไปยังต้นทุนทางธุรกิจที่ผู้ประกอบการต้องแบกรับ ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้วิเคราะห์ 3 ปัจจัยหลักที่น่าจะเป็นตัวกำหนดทิศทางของธุรกิจในระยะข้างหน้าดังนี้

 

Ä โครงการภาครัฐปี 2555 จะพลิกกลับมาเป็นแรงส่งสำคัญให้กับธุรกิจก่อสร้าง  

ในปี 2555 นี้ คาดว่าคงจะได้เริ่มเห็นโครงการภาครัฐทยอยออกมามากขึ้น สอดรับกับความพยายามของภาครัฐในการที่จะเร่งกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชน พัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐาน และพัฒนาฟื้นฟูและเยียวยาประเทศสืบเนื่องจากภัยพิบัติน้ำท่วม ซึ่งในปีนี้รัฐบาลได้กำหนดงบประมาณประจำปีไว้ที่ 2,380,000 ล้านบาทหรือคิดเป็นร้อยละ 20.2 ของจีดีพี ขณะเดียวกันในปี 2555 นี้ รัฐบาลชุดปัจจุบันก็ได้ให้ความสำคัญกับการลงทุนมากขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา โดยภายใต้งบประมาณปี 2555 รัฐบาลได้ขยายวงเงินลงทุน เพิ่มขึ้นเป็นพิเศษมาอยู่ที่ระดับ 423,387 ล้านบาท สูงกว่างบลงทุนในปี 2554 ร้อยละ 19.1 หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 17.1 ของงบประมาณรวมทั้งเพื่อเป็นงบในส่วนของการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและการก่อสร้างเพื่อการบริหารจัดการภัยพิบัติที่เป็นรูปธรรม

 

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่าเม็ดเงินดังกล่าวน่าจะสร้างอานิสงส์ต่อธุรกิจก่อสร้างผ่านนโยบาย 3 กลุ่ม ได้แก่ 1) นโยบายด้านการลงทุนในระบบโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ 2) นโยบายด้านการเยียวยาและฟื้นฟูผลกระทบจากอุทกภัย และ3) โครงการพัฒนากลุ่มจังหวัดต่างๆ โดยนโยบายทั้ง 3 กลุ่มข้างต้นนี้จะมีส่วนหนุนความคึกคักให้กับธุรกิจก่อสร้างในปี 2555

 

ซึ่งหากภาครัฐสามารถเบิกจ่ายงบลงทุนได้ตามที่ตั้งเป้าไว้ที่ร้อยละ 72 ของงบลงทุนรวมโครงการของภาครัฐที่จะเกิดขึ้นในปีนี้น่าจะอยู่ในกรอบ 550,000-650,000 ล้านบาท โดยในจำนวนทั้งหมดจะสร้างอานิสงส์ต่อธุรกิจก่อสร้างทั้งปี 2555 ในกรอบ 448,000-453,000  ล้านบาท (เพิ่มขึ้นร้อยละ 16.6-17.9 เทียบกับปี 2554) สำหรับความคืบหน้าล่าสุดของการเบิกจ่ายงบลงทุนในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2555 นี้อยู่ที่ร้อยละ 29 ยังต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีงบประมาณก่อนหน้า ซึ่งสามารถเบิกจ่ายได้ที่ร้อยละ 40  ดังนั้นในช่วง 6 เดือนหลังของปีงบประมาณนี้ คงจะเห็นภาครัฐเร่งติดตามการใช้เม็ดเงิน เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมาย โดยโครงการลงทุนภาครัฐขนาดใหญ่ที่ได้เริ่มดำเนินการในช่วงที่ผ่านมา รวมทั้งโครงการลงทุนที่มีแผนจะเริ่มก่อสร้างในปี 2555 อาทิ โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง (บางใหญ่-บางซื่อ) สายสีน้ำเงิน (บางซื่อ-ท่าพระ และหัวลำโพง-บางแค) รถไฟฟ้าบีทีเอสส่วนต่อขยาย (วงเวียนใหญ่-บางหว้า) ซึ่งก่อสร้างต่อเนื่องจากปี 2554 ขณะที่สายสีแดง (บางซื่อ-รังสิต) และสายสีเขียว (แบริ่ง-สมุทรปราการ) อาจเริ่มก่อสร้างในช่วงครึ่งหลังของปี 2555 หลังจากที่ล่าช้ามาค่อนข้างมาก ส่วนโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ และการปรับปรุงทางรถไฟ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ระยะเร่งด่วน พ.ศ.2553-2557 น่าจะมีความคืบหน้ามากขึ้น ขณะที่โครงการที่เกี่ยวข้องกับการบูรณะโครงสร้างเพื่อป้องกันอุทกภัยคงจะเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จก่อนที่ฤดูฝนจะมาถึง

 

โครงการภาคเอกชนมุ่งเน้นความพร้อมด้านการป้องกันภัยพิบัติ ขณะที่ผู้ประกอบการบางส่วนรุกธุรกิจต่างจังหวัด ไม่เพียงแต่ส่วนของการก่อสร้างภาครัฐเท่านั้น การก่อสร้างในภาคเอกชนก็มีแนวโน้มที่ปรับเปลี่ยนไปเช่นเดียวกัน สืบเนื่องจากเหตุการณ์น้ำท่วมนิคมอุตสาหกรรมในบริเวณที่ลุ่มภาคกลาง ส่งผลเสียหายต่อเนื่องยังสายการผลิตของสินค้าหลากหลายประเภทโดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมจึงได้มีแผนร่วมมือระหว่างกลุ่มธุรกิจเอกชนด้วยกันในการที่จะริเริ่มโครงการก่อสร้างคันกันน้ำล้อมรอบพื้นที่อุตสาหกรรม 6 แห่งในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและจังหวัดปทุมธานี ได้แก่ นิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน นิคมอุตสาหกรรมสหรัตนนคร นิคมอุตสาหกรรมไฮเทค  สวนอุตสาหกรรมโรจนะ  สวนอุตสาหกรรมนวนคร และสวนอุตสาหกรรมบางกระดี โดยรวมแล้วศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าการซ่อมแซมปรับปรุงนิคมอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบนี้น่าจะใช้วงเงินในการก่อสร้างประมาณ 4,500-5,500 ล้านบาท

 

        นอกจากนี้ ผู้ประกอบธุรกิจภาคเอกชนบางส่วนมีแผนที่จะพัฒนาโครงการพาณิชยกรรม เพื่อครอบคลุมกลุ่มกำลังซื้อกลุ่มใหม่ ด้วยการขยายสาขาไปยังหัวเมืองใหญ่และหัวเมืองระดับรองที่มีแนวโน้มเติบโตเป็นชุมชนหัวเมือง เช่น สุราษฎร์ธานี เชียงใหม่ อุดรธานี  สกลนคร หนองคาย นครพนม มุกดาหาร กาฬสินธุ์ แม้กระทั่งกลุ่มเป้าหมายใน 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้เช่น ปัตตานี

 

ในขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่จะใช้ช่วงจังหวะเวลาที่โครงการบ้านแนวราบและที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ เริ่มอิ่มตัว จากความกังวลของผู้ซื้อบ้านแนวราบท่ามกลางความเสี่ยงต่ออุทกภัยในอนาคตยังไม่คลี่คลาย หันไปขยายโครงการอสังหาริมทรัพย์ทั้งแนวสูงและแนวราบในหัวเมืองต่างจังหวัดที่ยังมีความต้องการและเป็นแหล่งอุปสงค์ที่สำคัญเช่น  เชียงใหม่ หาดใหญ่ นครราชสีมา และชลบุรี  ทั้งนี้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้รวบรวมแผนขยายกิจการของกลุ่มค้าปลีก พาณิชย์ โรงแรมและที่อยู่อาศัยในต่างจังหวัด โดยรวมแล้ว คาดว่าจะมีมูลค่าการลงทุนเบื้องต้นสำหรับโครงการที่จะเริ่มก่อสร้างในปี 2555-2557 ในกรอบ  97,180-102,080 ล้านบาท ดังรายละเอียดแสดงในตาราง ขณะที่การก่อสร้างภาคเอกชนโดยรวมของปี 2555 จะอยู่ในกรอบ 475,000- 481,000 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.5-9.6 จากปี 2554)

 

Ä ต้นทุนการก่อสร้างมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นในระยะข้างหน้า ถึงแม้ว่าภาครัฐมีการจับจ่ายใช้สอยที่เร่งตัวมากขึ้น ประกอบกับความเคลื่อนไหวของภาคเอกชนที่บางส่วนมีความจำเป็นต้องเร่งฟื้นฟูกิจการที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ขณะที่บางส่วนปรับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจที่กระจายความเสี่ยงไปสู่พื้นที่อื่นในภูมิภาค จะส่งผลต่อปริมาณการก่อสร้างทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชนที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และน่าจะช่วยส่งเสริมปริมาณงานของธุรกิจวัสดุก่อสร้างและรับเหมาก่อสร้าง (Sub Contractor) ได้ แต่ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าทิศทางของธุรกิจก่อสร้างคงจะไม่ได้ราบรื่นเสียทีเดียว  ด้วยระดับต้นทุนการก่อสร้างที่ปรับตัวขึ้นรอบด้าน ทั้งจากวัสดุก่อสร้างต่างๆ เช่น กระเบื้องปูพื้น อุปกรณ์ห้องน้ำ เฟอร์นิเจอร์ รวมทั้งวัสดุก่อสร้างประเภทโครงสร้างเช่นไม้และเหล็กที่ปรับตัวสูงไปแล้วในระยะก่อนหน้า  และแรงกดดันด้านต้นทุนจากค่าจ้างแรงงานที่ปรับตัวสูงขึ้นจากนโยบายของรัฐบาล พร้อมกับปัญหาการขาดแคลนแรงงาน โดยเฉพาะช่างฝีมือที่มีจำนวนจำกัด สืบเนื่องจากแรงงานบางส่วนเคลื่อนย้ายเข้าสู่ภาคเกษตร  ซึ่งถึงแม้ว่าผู้ประกอบการบางกลุ่มได้หาทางออกด้วยการใช้แรงงานต่างด้าว แต่ก็ยังพบปัญหาในทางปฏิบัติเนื่องจากไม่สามารถเคลื่อนย้ายแรงงานต่างด้าวไปรับงานจังหวัดอื่นหรือพื้นที่อื่นได้ ปัจจัยเหล่านี้ต่างเป็นอุปสรรคต่อการบริหารจัดการต้นทุนการดำเนินธุรกิจโดยรวม ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ประเมินว่าระดับราคาของปัจจัยการผลิตต่างๆนี้ น่าจะส่งผลต่อการปรับเพิ่มของต้นทุนของธุรกิจก่อสร้างในกรอบร้อยละ 5.0-6.0

 

มูลค่าการก่อสร้างในปี 2555 น่าจะยังสามารถเติบโตได้ในแดนบวก

           การเติบโตของธุรกิจก่อสร้างในปี 2555 นี้น่าจะยังเป็นไปในทิศทางบวกได้ ส่วนหนึ่งมาจากฐานในปี 2554 ซึ่งอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ และด้วยอานิสงส์จากโครงการภาครัฐที่น่าจะมีส่วนช่วยกระตุ้นธุรกิจก่อสร้างให้เดินหน้าต่อไปได้ ขณะที่การก่อสร้างภาคเอกชนแม้จะไม่วิ่งแรงเท่าเดิมแต่ก็ยังไม่ถึงกับซบเซาเสียทีเดียว

 

นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาควบคู่กับปัจจัยแวดล้อมอื่นๆเช่น กระแสความนิยมของการลงทุนในโรงงานผลิตไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP) และกลุ่มพลังงานทดแทน ซึ่งยังจะเติบโตตามความต้องการและสนับสนุนของภาครัฐ  อีกทั้งกิจกรรมทางธุรกิจที่อาจจะมาพร้อมกับการเปิดประเทศเข้าสู่ AEC น่าจะยังสามารถหนุนให้ มูลค่าการลงทุนด้านก่อสร้างโดยรวมในปี 2555 (ราคาปีปัจจุบัน) เพิ่มขึ้นไปได้อีกที่ร้อยละ 12.2-13.5 จากปีก่อน มาอยู่ที่ประมาณ 923,000-934,000 ล้านบาท ขณะที่การก่อสร้าง ณ ราคาคงที่ (ซึ่งเป็นเครื่องชี้ที่สะท้อนปริมาณงานก่อสร้าง) อาจมีอัตราการขยายตัวประมาณร้อยละ 6.9-8.1 โดยเป็นผลจากการก่อสร้างภาครัฐที่อาจขยายตัวร้อยละ 10.6-11.9 (ราคาคงที่) จากอานิสงส์ของนโยบายก่อสร้างโครงการใหญ่และโครงการบูรณะและซ่อมแซมโครงสร้างที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ขณะที่ปริมาณการก่อสร้างภาคเอกชนอาจขยายตัวที่ร้อยละ 2.5-3.7 (ราคาคงที่)   จากผลกระทบด้านต้นทุนที่ปรับตัวสูงขึ้นโดยเฉพาะในส่วนของค่าจ้างแรงงาน

 

อย่างไรก็ตาม การขยายตัวของการก่อสร้างในปี 2555 นั้น มีแรงกระตุ้นมาจากงานก่อสร้างที่เกี่ยวข้องกับปัญหาน้ำท่วม ซึ่งหากไม่รวมงานก่อสร้างดังกล่าวแล้ว กิจกรรมการก่อสร้างรวมอาจหดตัวจากปีก่อนประมาณร้อยละ 0.5 ถึงร้อยละ 3.1 หรือมีมูลค่าประมาณ 797,000-819,000 ล้านบาท เนื่องจากการลงทุนในโครงการใหม่มีแนวโน้มชะลอหรือเลื่อนออกไป

 

ประมาณการแนวโน้มธุรกิจก่อสร้างและวัสดุก่อสร้าง

หน่วย: อัตราการขยายตัว

2551

2552

2553

2554

2555f

ธุรกิจก่อสร้าง

 

 

 

 

 

การลงทุนในด้านก่อสร้าง ณ ราคาปีปัจจุบัน (ร้อยละ)

4.3

-5.0

8.2

2.7

12.2-13.5

มูลค่า (ล้านบาท)

779,672

740,418

801,333

822,913

923,000-934,000

   – ไม่รวมงานก่อสร้างที่เกี่ยวข้องกับน้ำท่วม (ร้อยละ)

-3.1 ถึง -0.5

มูลค่า (ล้านบาท)

797,000-819,000

การลงทุนในด้านก่อสร้าง ณ ราคาคงที่ (ร้อยละ)

-4.6

0.3

6.8

-5.1

6.9-8.1

ที่มา: สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติประมาณการโดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย

โดยสรุป ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังคงมุมมองเชิงบวกต่อภาพรวมของธุรกิจก่อสร้าง จากแรงกระตุ้นของโครงการภาครัฐสืบเนื่องจากอุทกภัยในปีที่ผ่านมา น่าจะหนุนภาพของธุรกิจก่อสร้างในระยะข้างหน้าต่อไปได้ ขณะที่ปริมาณการก่อสร้างของภาคเอกชนแม้จะยังไม่วิ่งแรงเท่าในช่วงปี 2553-2554 แต่ก็สามารถพยุงตัวไปได้ถึงปลายปี 2555 ด้วยแผนกลยุทธ์ทางธุรกิจที่น่าจะกระจายความเสี่ยงไปยังโครงการพาณิชยกรรมและอสังหาริมทรัพย์ในหัวเมืองต่างจังหวัดมากขึ้น ขณะที่โอกาสรับรู้รายได้จากงานก่อสร้างคอนโดมิเนียมในกรุงเทพฯยังมีได้บ้างจากความต้องการบ้านหลังที่สอง(สืบเนื่องจากอุทกภัย) ของผู้มีรายได้ระดับกลางถึงสูง และผู้ประกอบธุรกิจบางกลุ่มอาจมุ่งรับงานก่อสร้างที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างโรงงานไฟฟ้ามากขึ้น ซึ่งทิศทางดังกล่าวคงจะหนุนให้มูลค่าตลาดธุรกิจก่อสร้างปี 2555 ยืนอยู่ได้ที่กรอบ 923,000-934,000 ล้านบาท หรือเติบโตที่ร้อยละ 12.2-13.5 จากปี 2554

 

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ไม่ควรละเลยปัจจัยท้าทายต่อธุรกิจก่อสร้างจากต้นทุนการก่อสร้างที่ปรับตัวขึ้นรอบด้านทั้งจากค่าจ้างแรงงานและจากปัจจัยการผลิตอื่นๆ ที่จะต้องอาศัยความสามารถของผู้ประกอบกิจการในการปรับตัวและบริหารจัดการสภาพคล่องของธุรกิจให้เกิดประสิทธิภาพมากกว่าเดิม นอกเหนือไปจากนั้น ยังคงต้องเฝ้าจับตามองการจัดซื้อจัดจ้างโครงการภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการฟื้นฟูซ่อมแซมโครงสร้างสืบเนื่องจากอุทกภัยที่จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของธุรกิจก่อสร้างในปีนี้ เนื่องด้วยธรรมชาติของการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ต้องผ่านกระบวนการการพิจารณาหลายขั้นตอนและใช้เวลา ซึ่งหากเกิดความล่าช้าในการดำเนินโครงการ ประกอบกับปัจจัยเกี่ยวกับฤดูกาลที่หน้าฝนมาเร็วกว่าปกติ ภาพของธุรกิจก่อสร้างในช่วงหลังของปี 2555 ก็อาจจะพลิกผันได้เช่นเดียวกัน ซึ่งหากไม่รวมโครงการที่เกี่ยวข้องกับน้ำท่วมแล้ว ภาพรวมของธุรกิจก่อสร้างในปี 2555 นี้อาจหดตัวจากปีก่อนประมาณร้อยละ 0.5 ถึงร้อยละ 3.1 หรือมีมูลค่าประมาณ 787,000-819,000 ล้านบาท

 

ป้ายกำกับ: , , , ,

กระอัก! ขึ้นค่าโดยสาร..มีรถอะไรบ้าง 15พ.ค.55 ดู..

25 เม.ย.55 -วันนี้ นายศรศักดิ์ แสนสมบัติ รองปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะประฐานคณะกรรมการขนส่งทางบกกลาง เปิดเผยว่า ที่ประชุมมีมติให้ปรับราคาค่าโดยสารดังนี้

1. รถโดยสาร ขององการขนส่งมวลชนกรุงเทพ(ขสมก.) และ รถร่วมขสมก. แบ่งเป็น

– รถร้อน ปัจจุบันเก็บอัตรา 8.50 บาท ปรับเพิ่มเป็น 9.50บาท

– รถแอร์  ให้ปรับขึ้นระยะละ 1บาท

ทั้ง 2 ประเภท มีเงื่อนไข ให้ปรับขึ้นได้ทันทีเมื่อราคาก๊าซเอ็นจีวีแตะที่ 9.50 บาทต่อกิโลกรัม จากปัจจุบันราคา 8.50 บาท

2. รถโดยสาร เส้นทางกรุงเทพมหานคร-ต่างจังหวัด  และระหว่างจังหวัดกับจังหวัด ทั้งรถบสข. และรถร่วมบขส. ให้ปรับค่าโดยสารสูงสุดไม่เกิน 4 สตางค์ต่อกิโลเมตร

3. รถ 4ล้อเล็ก จากเดิมเก็บค่าโดยสาร 5.50 บาท ให้ปรับขึ้นเป็น 7บาท และโดยเฉพาะในช่วงผู้โดยสารน้อย ตั้งแต่เวลา 22.00น. – 05.00น. ให้เก็บราคา 9บาท

4. รถมินิบัส จากเดิมเก็บ 6.50 บาท ให้เพิ่มเป็น 8 บาท

 

การปรับค่าโดยสารครั้งนี้ มีผล 15พฤษภาคม 2555

 

5. รถตู้โดยสาร ยังไม่พิจารณาปรับขึ้น นื่องจากยังใช้เชื้อเพลิงNGV

6. รถแท็กซี่  รอสรุปผลอีกครั้ง จากนายชัชาติ สิทธิพันธ์ รมช.คมนาคม สิ้นเดือนเม.ย.55

 

หลังจากนี้ กระทรวงคมนาคม จะรายงานผลการปรับขึ้นราคา ให้ นส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี รับทราบต่อไป

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ระบุว่า  ในการขึ้นค่าโดยสารรถสาธารณะนั้น จะต้องดูผลกระทบที่เกิดกับประชาชนที่ใช้บริการด้วย และต้องปรับขึ้นให้ช้าที่สุด กระทบต่อประชาชนน้อยที่สุด และอนาคตหากราคาน้ำมันลดลง ก็ต้องปรับลดค่าโดยสารด้วย

 

ป้ายกำกับ: , , , , , ,

ปี55 กสทช.รายรับ-จ่ายเท่ากัน ไม่เหลือคืนคลัง สั่งหั่นงบ 5พันลบ.เหลือ 3พันลบ.

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการกสทช.เปิดเผยเกี่ยวกับงบประมาณของกสทช.ปี 2555 ว่าในส่วนของงบประมาณการรายจ่ายประจำปี2555 รวม 3, 910 .63 ล้านบาท โดยกสทช.ได้ใช้งบไปแล้ว 300 กว่าล้านบาทในเดือนมกราคม – เมษายน 2555  ดังนั้น จึงเหลืองบที่จะต้องจัดตั้งเป็นงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2555  ประมาณ  3, 910 ล้านบาท ใน 7 ภารกิจด้วยกัน ได้แก่
1.ด้านบริหารองค์กร มีการขอ 563.78 ล้านบาท
2. ด้านยุทธศาสตร์และกิจการองค์กร 1,678 ล้านบาท
3  ด้านภูมิภาคและบุรณาการ 334 ล้านบาท
4. ด้านกิจการกระจายเสียงฯ 1257 ล้านบาท
5. ด้านกิจการโทรคมนาคม 1769.27

6. งบกลางกรณีฉุกเฉิน 100
7.เงินจัดสรรเข้ากองทุนฯ  จำนวน  2 กองทุน  ได้แก่ กองทุนด้านกระจายเสียง และกองทุนพัฒนาเทคโนฯด้านการศึกษาของกระทรวงศึกษาฯ 125 ล้านบาท

ทั้งนี้ เมื่อรวมแล้วทั้งหมดจะเป็น 5,836.63 ล้านบาท ซึ่งเกินงบประมาณรายรับ  จึงเป็นหน้าที่ของคณะอนุฯกรรมการงบประมาณ ที่มีนายประสพสุข บุญเดช เป็นประธาน พิจารณาตัดงบให้เหลือ 3 พันกว่าล้าน  โดยไม่สามารถเสนอเข้าให้ที่ประชุมบอร์ดกสทช.พิจารณาได้ทันในวันพรุ่งนี้ตามแผนเดิม และต้องเลื่อนการพิจารณาออกไปอีกประมาณ 2 สัปดาห์ข้างหน้า ซึ่งจะเป็นวาระพิเศษที่จะพิจารณางบประมาณโดยเฉพาะ

“ทุกปี เราทำงบแบบเกินดุล แต่ปีนี้เป็นปีแรก ที่เราจะทำให้งบรายรับและรายจ่ายให้เท่ากันประมาณ 3, 910 บาท และจะทำให้ไม่มีการส่งเงินคืนคลัง เพราะรายรับและรายจ่ายเท่ากัน ซึ่งแต่ละปีเราส่งเงินคืนคลังเฉลี่ย 1,500 ล้านบาท    ในส่วนของฝั่งกระจายเสียงฯ ปีนี้จะยังไม่มีรายได้  ซึ่งงบประมาณทั้งหมด 3, 910 ล้านบาท เราแต่ใช้ไปแล้วในเดือนมราคม-เมษายน จำนวน 300 ล้านบาท จึงเหลืออีก 3,600 ที่จะต้องตั้งงบบประมาณใช้จ่ายถึงเดือนธันวาคมปีนี้”เลขาธิการกสทช.กล่าว

สำหรับเฉพาะสำนักงานกสทช. มีค่าใช้จ่ายใน 2 ส่วนหลัก ได้แก่ เงินเดือนบุคคลกรประมาณ 818.49
ล้านบาทต่อปี โดยพนักงานทั่วไปของกสทช.มีอัตราเงินเดือนเฉลี่ย 3 หมื่นบาท ส่วนเลขาธิการกสทช.มีเงิน 3 แสนบาท นอกจากนี้ ยังมีค่าสาธารณูปโภค เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเช่าที่ รวม 1,556.81
ล้านบาท

สำหรับโครงการสำคัญที่เสนอดำเนินการในฝั่งของ กิจการด้านกระจายเสียง (กสท.) เช่น โครงการจัดหาเครื่องมือตรวจสอบวิทยุชุมชน และทำห้องทดสอบ 14 สาขา รวม 133 ล้านบาท  และโครงการทดลองระบบส่งสัญญาณวิทยุโทรทัศน์และดิจิตอล รวม  180 ล้านบาท

ส่วนด้านกิจการโทรคมนาคม (กทค.) เสนอโครงการตรวจสอบและวิเคราะห์ประสิทธิภาพโครงข่ายโทรคมนาคมทั่วประเทศ เกี่ยวกับระบบ 3จี และ4 จี จำนวน  50 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันมี 1-2 ชุดเท่านั้น แต่ยังไม่สามารถตอบสนองความต้องการได้

ส่วนรายได้ ประมาณการ ปีนี้จะมีรายได้เฉพาะฟากโทรคมอย่างเดียว รวม 3, 910 ล้านเศษได้แก่

1. ค่าธรรมเนียมใบอนุญาต 2% ตามพรบ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ จำนวน 1,456 ล้านบาท

2. ค่าเลขหมายโทรศัพท์ จำนวน 103 ล้านเลขหมาย (1 เลขหมาย มีค่าธรรมเนียม  2 บาท)  รวม 2,243 ล้านบาทต่อปี

3.ค่าตอบแทนการใช้ความถี่ 112 ล้านบาท

4.ใบอนุญาตวิทยุโทรคม 50 ล้าน

5.ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตอินเตอร์เน็ต  4 ล้านบาท

และ 6. ค่าตรวจสอบเครื่องวิทยุโทรคม 5 ล้านบาท

และค่าอื่นๆ

 

ป้ายกำกับ: , , , , ,

ICT จับมือ ITU จัดสัมมนากิจการดาวเทียมไทย+14ชาติ อาเซียน24-27เม.ย.55

24เม.ย.55- นางจีราวรรณ บุญเพิ่ม ปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เป็นประธานในพิธีเปิดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการระหว่างประเทศ เรื่อง “Satellite Launching and Monitoring”โดย กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในฐานะหน่วยงานของรัฐ ซึ่งมีภารกิจในการกำหนดนโยบายและแนวทางในการพัฒนากิจการอวกาศของประเทศร่วมกับสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ(ITU) เป็นเจ้าภาพในการจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการระหว่างประเทศ เรื่อง“Satellite Launching and Monitoring” ขึ้น ระหว่างวันที่ 24 – 27 เมษายน 2555 ณ โรงแรมPullman Bangkok King Power กรุงเทพฯ 
การสัมมนาเชิงปฏิบัติการระหว่างประเทศฯ ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความรู้และความเข้าใจในการดำเนินงานด้านการสื่อสารโทรคมนาคมผ่านดาวเทียมตลอดจนสร้างความเข้าใจในกฎ ระเบียบและข้อบังคับของสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ  ซึ่งเป็นองค์กรชำนาญพิเศษของสหประชาชาติและเป็นองค์กรสากลที่ทำหน้าที่ในการพัฒนามาตรฐานและกฎระเบียบสำหรับการสื่อสารวิทยุและโทรคมนาคมระหว่างประเทศ

ทั้งนี้ เพื่อใช้เป็นกรอบแนวทางการปฏิบัติระหว่างหน่วยงานด้านกิจการอวกาศที่เกี่ยวข้อง
นอกจากนี้ยังมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นเวทีในการแลกเปลี่ยนแนวคิดเกี่ยวกับประเด็นการสื่อสารโทรคมนาคมผ่านดาวเทียมของประเทศไทย ตลอดจนแนวทางการปฏิบัติตามกฎ ระเบียบข้อบังคับของสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ เพื่อก่อให้เกิดความมีเอกภาพ และการประสานงานระหว่างหน่วยงานภายในประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ

ตลอดจนสนับสนุนให้เกิดโอกาสและการลงทุนในกิจการดาวเทียมสื่อสารในอนาคตเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

โดยการสัมมนาดังกล่าวมีตัวแทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกิจการดาวเทียมของประเทศไทยITU และประเทศสมาชิก Asia Pacific Space Cooperation Organization (APSCO) เข้าร่วม 14 ประเทศ จำนวนประมาณ 30 คน และกระทรวงไอซีที ในฐานะเจ้าภาพจัดการสัมมนาฯ ได้เชิญบุคลากรและหน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนพร้อมทั้งหน่วยงานอิสระที่เกี่ยวข้องกับกิจการดาวเทียมของประเทศไทยประมาณ 60 คน เข้าร่วมในการสัมมนาครั้งนี้ด้วย โดยผู้เข้าร่วมการสัมมนานอกจากจะได้รับความรู้ ความเข้าใจ และประสบการณ์ตรงจากผู้เชี่ยวชาญของ ITU ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างความเข้าใจในขั้นตอนและการปฏิบัติอย่างถูกต้องแล้ว    ยังได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนประสบการณ์และความรู้จากประเทศต่างๆ ได้อย่างอิสระ
          สำหรับรูปแบบของงานจะมีทั้งการสัมมนา บรรยาย ฝึกปฏิบัติ การแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น และการศึกษาดูงาน ในหัวข้อต่างๆ อาทิ Satellite Communication Regulations, Satellite International Regulatory Framework, Satellite Filing and Procedures และ Satellite Monitoring and Equipment เป็นต้น

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน เมษายน 24, 2012 in ไอที

 

ป้ายกำกับ: , , ,

(บทความพิเศษ) แนวคิดประมูลคลื่น 3G สูตรใหม่ของกสทช. โดย TDRI

23 เมษายน 2555

ข้อคิดเห็นเบื้องต้นต่อแนวคิดการประมูลคลื่น 3G สูตรใหม่ของ กสทช.

สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์  สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย

 ดู somkiat.jpg แบบการแสดงภาพสไลด์

กสทช. กำลังอยู่ในขั้นตอนของการกำหนดหลักเกณฑ์การประมูลคลื่นความถี่ 3G ครั้งใหม่หลังจากที่การประมูลคลื่นความถี่ 3G ครั้งก่อนไม่สามารถดำเนินการได้เนื่องจากคำสั่งของศาลปกครอง ในการประมูลคลื่นครั้งใหม่นี้ พ.อ.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ รองประธาน กสทช. และประธานกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) แสดงความคิดเห็น ซึ่งน่าจะเป็นความเห็นส่วนตัวว่า จะยกเลิกเงื่อนไขการประมูลแบบลดจำนวนใบอนุญาตให้น้อยกว่าผู้ประกอบการที่เข้าประมูล 1 ใบ เพื่อเก็บไว้จัดสรรภายหลังใน 3-6 เดือน หรือที่เรียกว่า การประมูลแบบ N-1 ที่ กทช. ชุดก่อนเคยกำหนดไว้

พ.อ.เศรษฐพงค์ ยังแสดงความเห็นว่า ควรแบ่งคลื่น 3G ที่มีอยู่ 45 MHZ ออกเป็น 9 สลอต สลอตละ 5 MHz แทนการประมูลใบอนุญาต 3 ใบ ใบละ 15 MHz ตามแนวคิดใหม่นี้ ผู้เข้าประมูลจะสามารถประมูลคลื่นโดยเลือกจำนวนสลอตที่ต้องการได้ เช่น หากประมูล 4 สลอตก็จะได้คลื่น 20 MHz แต่ถ้าประมูลเพียง 2 สลอตก็จะได้คลื่น 10 MHz เป็นต้น

ก่อนที่จะวิเคราะห์ถึงข้อดีข้อเสียของแนวคิดใหม่ดังกล่าว ผู้เขียนขอทบทวนประเด็นที่มีความสำคัญในการประมูลคลื่นความถี่ แต่มักถูก (แกล้ง) ลืมไป 3 ประเด็นคือ

หนึ่ง การประมูลคลื่นความถี่ไม่ได้ทำให้อัตราค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แพงขึ้น เพราะเม็ดเงินในการประมูลของผู้ประกอบการเป็นส่วนที่เอามาจากกำไรที่คาดว่าจะได้รับจากการประกอบการ ไม่ใช่มาจากส่วนของต้นทุนที่จะมาคิดเป็นค่าบริการ (ผู้เขียนได้เคยอธิบายเรื่องนี้ไว้โดยละเอียดแล้วในบทความชื่อ “จริงหรือ ถ้าค่าประมูลคลื่น 3G แพงแล้ว ผู้บริโภคจะเดือดร้อน” ซึ่งผู้สนใจสามารถค้นหาได้จากเว็บไซต์ของทีดีอาร์ไอ หรือ Google ดูได้) ประชาชนจึงไม่ต้องเป็นห่วงหากผู้ประกอบการต้องประมูลคลื่นในราคาสูงๆ แต่ควรดีใจเพราะจะได้เงินเข้ารัฐเอาไปใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ มากยิ่งขึ้น ในทางกลับกัน ต่อให้ผู้ประกอบการได้คลื่น 3G ไปประกอบการฟรีๆ ก็อย่าหวังว่า ราคาค่าบริการจะถูกลง เพราะผู้ประกอบการจะคิดค่าบริการเท่าไรนั้น ย่อมขึ้นอยู่กับสภาพการแข่งขันในตลาด ถ้าตลาดไม่แข่งขัน ค่าบริการก็จะสูง แต่ถ้าตลาดแข่งขันกัน ค่าบริการก็จะอยู่ในระดับที่เหมาะสม

สอง หัวใจของการประมูลใดๆ รวมทั้งประมูลคลื่นความถี่คือ การแข่งขันในการประมูล หากไม่มีการแข่งขันเพราะผู้ประกอบการสามารถสมคบหรือ “ฮั้ว” กันได้ การประมูลก็จะหมดความหมาย ผลก็คือรัฐเอาทรัพยากรสาธารณะมูลค่ามหาศาลไปขายถูกๆ ให้เอกชนทำกำไร การออกแบบการประมูลใดๆ จึงต้องเน้นให้เกิดการแข่งขันในการประมูลมากที่สุด ประเด็นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในกรณีของประเทศไทย เพราะประเทศไทยไม่เคยเปิดเสรีโทรคมนาคมอย่างแท้จริงเหมือนหลายประเทศ ทำให้มีผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2G ที่สามารถแข่งขันได้อย่างแท้จริงเพียง 3 ราย และหากจะออกใบอนุญาต 3G จำนวน 3 ใบที่เหมือนกันหมด ก็จะไม่เกิดการแข่งขันในการประมูล เหมือนกับเราไม่สามารถเล่นเก้าอี้ดนตรีที่มีคน 3 คน และเก้าอี้ 3 ตัวได้

สาม การประมูลควรทำให้เกิดการแข่งขันอย่างมีประสิทธิผลในตลาด นั่นก็คือ ผู้ได้รับใบอนุญาตแต่ละรายควรมีโอกาสในการแข่งขันกันอย่างทัดเทียมกันที่สุด ซึ่งจะช่วยให้ผู้ใช้บริการได้รับราคาค่าบริการและคุณภาพที่ดีที่สุด

จากแนวคิดข้างต้น เราจะเห็นว่า วิธีประมูลแบบ N-1 และวิธีประมูลสูตรใหม่ มีความเหมือนกันตรงที่พยายามทำให้ใบอนุญาตแต่ละใบมีความแตกต่างกัน เพื่อสร้างให้เกิดการแข่งขันในการประมูล ส่วนที่ทั้งสองวิธีมีความแตกต่างกันก็คือ วิธีประมูลแบบ N-1 ทำให้ผู้ประกอบการได้สิทธิในการประกอบการเร็วหรือช้าต่างกัน โดยผู้ได้รับใบอนุญาตใบสุดท้ายจะได้ประกอบการช้ากว่ารายอื่น 3-6 เดือน แต่ทุกรายได้คลื่นเท่ากัน ในขณะที่การประมูลแบบสล็อต อาจทำให้ผู้ประกอบการได้คลื่นความถี่ปริมาณแตกต่างกัน เช่น อาจทำให้ผู้ประกอบการแต่ละรายได้คลื่น 20 MHz, 15 MHz และ 10 MHz ตามลำดับ แต่ทุกรายได้ประกอบการพร้อมกัน

จากมุมมองดังกล่าว เราสามารถประเมินข้อดีและข้อเสียของการประมูลทั้งสองวิธีได้ดังนี้คือ

· วิธี N-1 มีข้อดีคือ สามารถป้องกันการฮั้วกันได้ค่อนข้างดี หากระยะเวลาในการออกใบอนุญาตใบสุดท้ายเกิดขึ้นหลังจากการประมูลนานพอสมควร เช่น 6 เดือน เพราะผู้ประกอบการย่อมต้องการความได้เปรียบในการเข้าสู่ตลาดก่อน (first mover advantage) อย่างไรก็ตาม ข้อเสียของวิธีนี้ก็คือ ในช่วงแรก การแข่งขันจะไม่เกิดขึ้นเต็มที่เพราะมีผู้ประกอบการเพียง 2 ราย นอกจากนี้ วิธีนี้ต้องพยายามป้องกันไม่ให้มีผู้ประกอบการ “ตัวปลอม” แฝงตัวมา เพื่อหลอกให้ กสทช. ออกใบอนุญาตทั้งสามใบ การประมูลที่เกือบเกิดขึ้นครั้งก่อน ก็มีกรณีที่สงสัยได้ว่าอาจมีผู้ประกอบการ “ตัวปลอม” เข้ามาสมัครด้วย เพราะไม่เคยประกอบกิจการโทรคมนาคมเลย

· วิธีการประมูลแบบสลอตละ 5 MHz มีข้อดีคือ สร้างการแข่งขันมากขึ้น และไม่ต้องห่วงว่าจะมีผู้ประกอบการตัวปลอมแฝงตัวเข้ามา แต่ก็มีข้อเสียที่อาจเกิดขึ้นใน 2 สถานการณ์คือ หนึ่ง ไม่มีหลักประกันในการป้องกันการฮั้ว โดยผู้ประกอบการอาจสมคบกันเพื่อตกลงว่าจะประมูลคลื่นความถี่ปริมาณเท่ากันคือ รายละ 15 MHz (3 สล็อต) ทำให้ไม่มีการแข่งขัน และ สอง อาจเกิดสถานการณ์ที่ทำให้ผู้ประกอบการแต่ละรายได้คลื่นแตกต่างกันมาก เช่น 2 รายได้คลื่นไปรายละ 20 MHz ส่วนรายสุดท้ายเหลือคลื่นเพียง 5 MHz ซึ่งไม่พอที่จะสร้างการแข่งขันเพราะคุณภาพบริการของรายสุดท้ายจะแย่กว่ารายอื่น โดยผลกระทบด้านลบดังกล่าวจะคงอยู่นาน 15 ปีจนหมดอายุใบอนุญาต

จะเห็นว่า ทั้งสองวิธีมีจุดดีและจุดด้อยทั้งคู่ ไม่ได้มีวิธีใดที่ดีกว่าอีกวิธีหนึ่งอย่างเห็นได้ชัดเจน โชคดีที่มีอีกกลไกหนึ่งที่จะช่วยลดความเป็นห่วงในการฮั้วประมูล โดยไม่กระทบการแข่งขัน และไม่เพิ่มภาระให้ผู้บริโภค กลไกที่ว่านั้นก็คือ การกำหนดราคาประมูลตั้งต้นให้สูง

ที่ผ่านมา กทช. ได้กำหนดราคาประมูลตั้งต้นของคลื่น 3G ปริมาณ 15 MHz ไว้ที่ 1.28 หมื่นล้านบาท ในความเห็นของผู้เขียน ราคาตั้งต้นดังกล่าวค่อนข้างต่ำ ทั้งนี้เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่ว่า ในปี 2554 ที่ผ่านมา ผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้งสามรายจ่ายค่าสัมปทานในการให้บริการ 2G แก่รัฐรวมกันถึง 4.8 หมื่นล้านบาท การได้คลื่น 3G นอกจากจะทำให้ผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่สามารถให้บริการใหม่ๆ โดยเฉพาะบริการสื่อสารข้อมูลความเร็วสูง ซึ่งเติบโตอย่างรวดเร็วจากความแพร่หลายของสมาร์ทโฟน และแทบเล็ตต่างๆ แล้ว ใบอนุญาต 3G ยังทำให้ผู้ประกอบการสามารถโอนถ่ายลูกค้าจากบริการ 2G ซึ่งต้องจ่ายค่าสัมปทาน 4.8 หมื่นล้านบาทต่อปี มายังบริการ 3G โดยจ่ายค่าประมูลคลื่นความถี่ครั้งเดียว และค่าธรรมเนียมรายปีในอัตราที่ไม่สูง ทั้งนี้ หากประมูลได้ที่ราคาตั้งต้น เนื่องจากการฮั้วกัน มูลค่าดังกล่าวจะอยู่ที่เพียง 3.8 หมื่นล้านบาท ซึ่งเกินคุ้มตั้งแต่ปีแรกเลย

ราคาค่าประมูลตั้งต้นดังกล่าวจึงอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ เมื่อเทียบกับประโยชน์ที่ผู้ประกอบการจะได้รับ ทั้งที่ ผู้ประกอบการเองก็ให้ข่าวว่าพร้อมที่จะจ่ายค่าคลื่นความถี่สูงขึ้น เช่น DTAC เชื่อว่าราคาประมูลที่เหมาะสมอยู่ที่ 1.5 หมื่นล้านบาท ส่วน AIS เชื่อว่าผู้ให้บริการแต่ละรายน่าจะใช้เงินประมูลรายละ 1.7 หมื่นล้านบาทและตนพร้อมสู้ทุกราคา กสทช. บางคนกลับแสดงท่าทีเหมือนต้องการที่จะลดราคาประมูลลงมาอีก ซึ่งไม่น่าจะเป็นการรักษาประโยชน์สาธารณะตามหน้าที่ แต่เป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้ถือหุ้นของบริษัทผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ซึ่งจะเข้าประมูลมากกว่า

นอกจากราคาประมูลตั้งต้นแล้ว ยังมีอีกสองเรื่องซึ่ง กสทช. ต้องเร่งดำเนินการให้ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนก่อนการประมูลคลื่น 3G เรื่องแรกคือ การพิจารณาความชอบด้วยกฎหมายของสัญญาบริการ 3G ระหว่าง CAT และกลุ่ม TRUE ซึ่งจะมีผลอย่างยิ่งว่าการแข่งขันให้บริการ 3G ที่จะเกิดขึ้นจะมีความเสมอภาคหรือไม่ เรื่องที่สองคือ การแก้ไขประกาศการครอบงำกิจการโดยคนต่างด้าว ไม่ให้มีบทบัญญัติที่กีดกันการแข่งขัน และสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการกลั่นแกล้งกันระหว่างผู้ประกอบการ

 

ป้ายกำกับ: , , , , ,

ศาลออกหมายจับ”แก๊งค์รีดเงิน”ค่าจอดรถในสนามบินสุวรรณภูม

23เม.ย.55-วันนี้ ศาลจังหวัดสมุทรปราการอนุมัติหมายจับกลุ่มบุคคลที่แอบอ้างเข้ามาเรียกเก็บเงิน ค่าจอดรถเพิ่มที่บริเวณ อาคารจอดรถชั้น 5 ณ                   ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิแล้ว โดย
นางสาววิไลวรรณ นัดวิไล โฆษกท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.)  เปิดเผยว่า ตามที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) ได้แจ้งความต่อสถานีตำรวจภูธร (สภ.)ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2555 เพื่อดำเนินคดีกับบุคคลและกลุ่มบุคคลที่เข้ามาแอบอ้างเรียกเก็บเงินค่าจอดรถเพิ่มจากผู้ใช้บริการที่อาคารจอดรถของ ทสภ.ในข้อหาบุกรุกนั้น ขณะนี้ ศาลจังหวัดสมุทรปราการได้อนุมัติหมายจับบุคคลและกลุ่มบุคคลดังกล่าวแล้ว ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิได้ดำเนินการจับกุมผู้กระทำผิดตามขั้นตอนกฏหมายแล้ว
นางสาววิไลวรรณ กล่าวเพิ่มเติมว่า อย่างไรก็ตาม หากผู้ใช้บริการพบเห็นการเรียกเก็บเงินเพิ่มเติมนอกเหนือจากอัตราค่าจอดรถที่ ทสภ.กำหนดไว้

กรุณาแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิซึ่งมีสำนักงาน ตั้งอยู่ที่ชั้น 1 อาคารผู้โดยสาร หมายเลขโทรศัพท์  0-2134-0555
 หรือโทรแจ้งการพบเห็นผู้กระทำความผิดได้ที่ฝ่ายบริหารการขนส่ง ทสภ. หมายเลขโทรศัพท์ 0-2132-9511-2
  

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน เมษายน 23, 2012 in คมนาคม, สนามบิน