RSS

ศูนย์วิจัยกสิกร คาดธุรกิจก่อสร้างปี 55 มีปัจจัยหนุนจากนโยบายรัฐหลังน้ำท่วม แต่ต้องระวังปัจจัยต้นทุน‏

26 เม.ย.

ธุรกิจก่อสร้างปี 55 … มีปัจจัยหนุนจากนโยบายรัฐหลังน้ำท่วม

และการรุกของธุรกิจสู่ต่างจังหวัด แต่ต้องระวังปัจจัยต้นทุน

 

26 เม.ย.2555-ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดการณ์ว่า ปี 2555 นี้ นับเป็นปีที่ท้าทายธุรกิจก่อสร้างพอสมควร จากผลสืบต่อจากอุทกภัยในปีที่ผ่านมา และจากตัวแปรต่างๆที่จะมีผลในระยะข้างหน้า ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ประเมินปัจจัยที่ส่งผลต่อทิศทางธุรกิจวัสดุก่อสร้างและรับเหมาก่อสร้างไว้สามประการหลักได้แก่ 1) แรงส่งจากโครงการจัดซื้อจัดจ้างซึ่งเติบโตขึ้นด้วยนโยบายขับเคลื่อนของรัฐบาล 2) รูปแบบการก่อสร้างภาคเอกชนที่นำiเอาปัจจัยด้านอุทกภัยเข้ามาเป็นองค์ประกอบหลักในการตัดสินใจทางธุรกิจมากยิ่งขึ้น รวมทั้งกลยุทธ์ธุรกิจที่รุกขยายตลาดในจังหวัดภูธรที่มีศักยภาพ และ 3) ต้นทุนการผลิตที่ปรับตัวขึ้นรอบด้านไม่ว่าจะเป็นต้นทุนด้านวัสดุก่อสร้าง หรือต้นทุนค่าจ้างแรงงานที่เร่งตัวตามนโยบายของรัฐบาล ซึ่งปัจจัยทั้งหมดจะมีส่วนกำหนดทิศทางและรูปแบบธุรกิจก่อสร้างไทยอย่างมีนัยสำคัญในช่วงที่เหลือของปี 2555 นี้

 

ทิศทางธุรกิจในปี 2555 จะเดินหน้าหรือถอยหลัง ขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัยหลัก

สำหรับภาพแนวโน้มธุรกิจก่อสร้างในปี 2555 นี้ต้องยอมรับว่าน่าจะมีการเปลี่ยนแปลงบทบาทของผู้เล่นและกลยุทธ์ทางธุรกิจไปค่อนข้างมากสืบเนื่องจากเหตุการณ์น้ำท่วม ที่ส่งผลให้หลายฝ่ายต้องลำดับความสำคัญของงานก่อสร้างใหม่และมีผลทำให้งานก่อสร้างที่เกี่ยวโยงกับปัญหาน้ำท่วม กลายมาเป็นจุดสนใจหลักสำหรับงานก่อสร้างเกือบทุกประเภท ทั้งในโครงการภาครัฐและเอกชน ขณะที่การเลือกทำเลที่ตั้งของโครงการก่อสร้างพลิกกลับมาเป็นประเด็นสำคัญต่อการตัดสินใจทางธุรกิจ นอกจากนี้ยังมีส่วนของนโยบายการปรับขึ้นค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำทั่วประเทศที่จะมีผลส่งต่อไปยังต้นทุนทางธุรกิจที่ผู้ประกอบการต้องแบกรับ ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้วิเคราะห์ 3 ปัจจัยหลักที่น่าจะเป็นตัวกำหนดทิศทางของธุรกิจในระยะข้างหน้าดังนี้

 

Ä โครงการภาครัฐปี 2555 จะพลิกกลับมาเป็นแรงส่งสำคัญให้กับธุรกิจก่อสร้าง  

ในปี 2555 นี้ คาดว่าคงจะได้เริ่มเห็นโครงการภาครัฐทยอยออกมามากขึ้น สอดรับกับความพยายามของภาครัฐในการที่จะเร่งกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชน พัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐาน และพัฒนาฟื้นฟูและเยียวยาประเทศสืบเนื่องจากภัยพิบัติน้ำท่วม ซึ่งในปีนี้รัฐบาลได้กำหนดงบประมาณประจำปีไว้ที่ 2,380,000 ล้านบาทหรือคิดเป็นร้อยละ 20.2 ของจีดีพี ขณะเดียวกันในปี 2555 นี้ รัฐบาลชุดปัจจุบันก็ได้ให้ความสำคัญกับการลงทุนมากขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา โดยภายใต้งบประมาณปี 2555 รัฐบาลได้ขยายวงเงินลงทุน เพิ่มขึ้นเป็นพิเศษมาอยู่ที่ระดับ 423,387 ล้านบาท สูงกว่างบลงทุนในปี 2554 ร้อยละ 19.1 หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 17.1 ของงบประมาณรวมทั้งเพื่อเป็นงบในส่วนของการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและการก่อสร้างเพื่อการบริหารจัดการภัยพิบัติที่เป็นรูปธรรม

 

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่าเม็ดเงินดังกล่าวน่าจะสร้างอานิสงส์ต่อธุรกิจก่อสร้างผ่านนโยบาย 3 กลุ่ม ได้แก่ 1) นโยบายด้านการลงทุนในระบบโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ 2) นโยบายด้านการเยียวยาและฟื้นฟูผลกระทบจากอุทกภัย และ3) โครงการพัฒนากลุ่มจังหวัดต่างๆ โดยนโยบายทั้ง 3 กลุ่มข้างต้นนี้จะมีส่วนหนุนความคึกคักให้กับธุรกิจก่อสร้างในปี 2555

 

ซึ่งหากภาครัฐสามารถเบิกจ่ายงบลงทุนได้ตามที่ตั้งเป้าไว้ที่ร้อยละ 72 ของงบลงทุนรวมโครงการของภาครัฐที่จะเกิดขึ้นในปีนี้น่าจะอยู่ในกรอบ 550,000-650,000 ล้านบาท โดยในจำนวนทั้งหมดจะสร้างอานิสงส์ต่อธุรกิจก่อสร้างทั้งปี 2555 ในกรอบ 448,000-453,000  ล้านบาท (เพิ่มขึ้นร้อยละ 16.6-17.9 เทียบกับปี 2554) สำหรับความคืบหน้าล่าสุดของการเบิกจ่ายงบลงทุนในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2555 นี้อยู่ที่ร้อยละ 29 ยังต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีงบประมาณก่อนหน้า ซึ่งสามารถเบิกจ่ายได้ที่ร้อยละ 40  ดังนั้นในช่วง 6 เดือนหลังของปีงบประมาณนี้ คงจะเห็นภาครัฐเร่งติดตามการใช้เม็ดเงิน เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมาย โดยโครงการลงทุนภาครัฐขนาดใหญ่ที่ได้เริ่มดำเนินการในช่วงที่ผ่านมา รวมทั้งโครงการลงทุนที่มีแผนจะเริ่มก่อสร้างในปี 2555 อาทิ โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง (บางใหญ่-บางซื่อ) สายสีน้ำเงิน (บางซื่อ-ท่าพระ และหัวลำโพง-บางแค) รถไฟฟ้าบีทีเอสส่วนต่อขยาย (วงเวียนใหญ่-บางหว้า) ซึ่งก่อสร้างต่อเนื่องจากปี 2554 ขณะที่สายสีแดง (บางซื่อ-รังสิต) และสายสีเขียว (แบริ่ง-สมุทรปราการ) อาจเริ่มก่อสร้างในช่วงครึ่งหลังของปี 2555 หลังจากที่ล่าช้ามาค่อนข้างมาก ส่วนโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ และการปรับปรุงทางรถไฟ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ระยะเร่งด่วน พ.ศ.2553-2557 น่าจะมีความคืบหน้ามากขึ้น ขณะที่โครงการที่เกี่ยวข้องกับการบูรณะโครงสร้างเพื่อป้องกันอุทกภัยคงจะเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จก่อนที่ฤดูฝนจะมาถึง

 

โครงการภาคเอกชนมุ่งเน้นความพร้อมด้านการป้องกันภัยพิบัติ ขณะที่ผู้ประกอบการบางส่วนรุกธุรกิจต่างจังหวัด ไม่เพียงแต่ส่วนของการก่อสร้างภาครัฐเท่านั้น การก่อสร้างในภาคเอกชนก็มีแนวโน้มที่ปรับเปลี่ยนไปเช่นเดียวกัน สืบเนื่องจากเหตุการณ์น้ำท่วมนิคมอุตสาหกรรมในบริเวณที่ลุ่มภาคกลาง ส่งผลเสียหายต่อเนื่องยังสายการผลิตของสินค้าหลากหลายประเภทโดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมจึงได้มีแผนร่วมมือระหว่างกลุ่มธุรกิจเอกชนด้วยกันในการที่จะริเริ่มโครงการก่อสร้างคันกันน้ำล้อมรอบพื้นที่อุตสาหกรรม 6 แห่งในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและจังหวัดปทุมธานี ได้แก่ นิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน นิคมอุตสาหกรรมสหรัตนนคร นิคมอุตสาหกรรมไฮเทค  สวนอุตสาหกรรมโรจนะ  สวนอุตสาหกรรมนวนคร และสวนอุตสาหกรรมบางกระดี โดยรวมแล้วศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าการซ่อมแซมปรับปรุงนิคมอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบนี้น่าจะใช้วงเงินในการก่อสร้างประมาณ 4,500-5,500 ล้านบาท

 

        นอกจากนี้ ผู้ประกอบธุรกิจภาคเอกชนบางส่วนมีแผนที่จะพัฒนาโครงการพาณิชยกรรม เพื่อครอบคลุมกลุ่มกำลังซื้อกลุ่มใหม่ ด้วยการขยายสาขาไปยังหัวเมืองใหญ่และหัวเมืองระดับรองที่มีแนวโน้มเติบโตเป็นชุมชนหัวเมือง เช่น สุราษฎร์ธานี เชียงใหม่ อุดรธานี  สกลนคร หนองคาย นครพนม มุกดาหาร กาฬสินธุ์ แม้กระทั่งกลุ่มเป้าหมายใน 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้เช่น ปัตตานี

 

ในขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่จะใช้ช่วงจังหวะเวลาที่โครงการบ้านแนวราบและที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ เริ่มอิ่มตัว จากความกังวลของผู้ซื้อบ้านแนวราบท่ามกลางความเสี่ยงต่ออุทกภัยในอนาคตยังไม่คลี่คลาย หันไปขยายโครงการอสังหาริมทรัพย์ทั้งแนวสูงและแนวราบในหัวเมืองต่างจังหวัดที่ยังมีความต้องการและเป็นแหล่งอุปสงค์ที่สำคัญเช่น  เชียงใหม่ หาดใหญ่ นครราชสีมา และชลบุรี  ทั้งนี้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้รวบรวมแผนขยายกิจการของกลุ่มค้าปลีก พาณิชย์ โรงแรมและที่อยู่อาศัยในต่างจังหวัด โดยรวมแล้ว คาดว่าจะมีมูลค่าการลงทุนเบื้องต้นสำหรับโครงการที่จะเริ่มก่อสร้างในปี 2555-2557 ในกรอบ  97,180-102,080 ล้านบาท ดังรายละเอียดแสดงในตาราง ขณะที่การก่อสร้างภาคเอกชนโดยรวมของปี 2555 จะอยู่ในกรอบ 475,000- 481,000 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.5-9.6 จากปี 2554)

 

Ä ต้นทุนการก่อสร้างมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นในระยะข้างหน้า ถึงแม้ว่าภาครัฐมีการจับจ่ายใช้สอยที่เร่งตัวมากขึ้น ประกอบกับความเคลื่อนไหวของภาคเอกชนที่บางส่วนมีความจำเป็นต้องเร่งฟื้นฟูกิจการที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ขณะที่บางส่วนปรับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจที่กระจายความเสี่ยงไปสู่พื้นที่อื่นในภูมิภาค จะส่งผลต่อปริมาณการก่อสร้างทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชนที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และน่าจะช่วยส่งเสริมปริมาณงานของธุรกิจวัสดุก่อสร้างและรับเหมาก่อสร้าง (Sub Contractor) ได้ แต่ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าทิศทางของธุรกิจก่อสร้างคงจะไม่ได้ราบรื่นเสียทีเดียว  ด้วยระดับต้นทุนการก่อสร้างที่ปรับตัวขึ้นรอบด้าน ทั้งจากวัสดุก่อสร้างต่างๆ เช่น กระเบื้องปูพื้น อุปกรณ์ห้องน้ำ เฟอร์นิเจอร์ รวมทั้งวัสดุก่อสร้างประเภทโครงสร้างเช่นไม้และเหล็กที่ปรับตัวสูงไปแล้วในระยะก่อนหน้า  และแรงกดดันด้านต้นทุนจากค่าจ้างแรงงานที่ปรับตัวสูงขึ้นจากนโยบายของรัฐบาล พร้อมกับปัญหาการขาดแคลนแรงงาน โดยเฉพาะช่างฝีมือที่มีจำนวนจำกัด สืบเนื่องจากแรงงานบางส่วนเคลื่อนย้ายเข้าสู่ภาคเกษตร  ซึ่งถึงแม้ว่าผู้ประกอบการบางกลุ่มได้หาทางออกด้วยการใช้แรงงานต่างด้าว แต่ก็ยังพบปัญหาในทางปฏิบัติเนื่องจากไม่สามารถเคลื่อนย้ายแรงงานต่างด้าวไปรับงานจังหวัดอื่นหรือพื้นที่อื่นได้ ปัจจัยเหล่านี้ต่างเป็นอุปสรรคต่อการบริหารจัดการต้นทุนการดำเนินธุรกิจโดยรวม ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ประเมินว่าระดับราคาของปัจจัยการผลิตต่างๆนี้ น่าจะส่งผลต่อการปรับเพิ่มของต้นทุนของธุรกิจก่อสร้างในกรอบร้อยละ 5.0-6.0

 

มูลค่าการก่อสร้างในปี 2555 น่าจะยังสามารถเติบโตได้ในแดนบวก

           การเติบโตของธุรกิจก่อสร้างในปี 2555 นี้น่าจะยังเป็นไปในทิศทางบวกได้ ส่วนหนึ่งมาจากฐานในปี 2554 ซึ่งอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ และด้วยอานิสงส์จากโครงการภาครัฐที่น่าจะมีส่วนช่วยกระตุ้นธุรกิจก่อสร้างให้เดินหน้าต่อไปได้ ขณะที่การก่อสร้างภาคเอกชนแม้จะไม่วิ่งแรงเท่าเดิมแต่ก็ยังไม่ถึงกับซบเซาเสียทีเดียว

 

นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาควบคู่กับปัจจัยแวดล้อมอื่นๆเช่น กระแสความนิยมของการลงทุนในโรงงานผลิตไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP) และกลุ่มพลังงานทดแทน ซึ่งยังจะเติบโตตามความต้องการและสนับสนุนของภาครัฐ  อีกทั้งกิจกรรมทางธุรกิจที่อาจจะมาพร้อมกับการเปิดประเทศเข้าสู่ AEC น่าจะยังสามารถหนุนให้ มูลค่าการลงทุนด้านก่อสร้างโดยรวมในปี 2555 (ราคาปีปัจจุบัน) เพิ่มขึ้นไปได้อีกที่ร้อยละ 12.2-13.5 จากปีก่อน มาอยู่ที่ประมาณ 923,000-934,000 ล้านบาท ขณะที่การก่อสร้าง ณ ราคาคงที่ (ซึ่งเป็นเครื่องชี้ที่สะท้อนปริมาณงานก่อสร้าง) อาจมีอัตราการขยายตัวประมาณร้อยละ 6.9-8.1 โดยเป็นผลจากการก่อสร้างภาครัฐที่อาจขยายตัวร้อยละ 10.6-11.9 (ราคาคงที่) จากอานิสงส์ของนโยบายก่อสร้างโครงการใหญ่และโครงการบูรณะและซ่อมแซมโครงสร้างที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ขณะที่ปริมาณการก่อสร้างภาคเอกชนอาจขยายตัวที่ร้อยละ 2.5-3.7 (ราคาคงที่)   จากผลกระทบด้านต้นทุนที่ปรับตัวสูงขึ้นโดยเฉพาะในส่วนของค่าจ้างแรงงาน

 

อย่างไรก็ตาม การขยายตัวของการก่อสร้างในปี 2555 นั้น มีแรงกระตุ้นมาจากงานก่อสร้างที่เกี่ยวข้องกับปัญหาน้ำท่วม ซึ่งหากไม่รวมงานก่อสร้างดังกล่าวแล้ว กิจกรรมการก่อสร้างรวมอาจหดตัวจากปีก่อนประมาณร้อยละ 0.5 ถึงร้อยละ 3.1 หรือมีมูลค่าประมาณ 797,000-819,000 ล้านบาท เนื่องจากการลงทุนในโครงการใหม่มีแนวโน้มชะลอหรือเลื่อนออกไป

 

ประมาณการแนวโน้มธุรกิจก่อสร้างและวัสดุก่อสร้าง

หน่วย: อัตราการขยายตัว

2551

2552

2553

2554

2555f

ธุรกิจก่อสร้าง

 

 

 

 

 

การลงทุนในด้านก่อสร้าง ณ ราคาปีปัจจุบัน (ร้อยละ)

4.3

-5.0

8.2

2.7

12.2-13.5

มูลค่า (ล้านบาท)

779,672

740,418

801,333

822,913

923,000-934,000

   – ไม่รวมงานก่อสร้างที่เกี่ยวข้องกับน้ำท่วม (ร้อยละ)

-3.1 ถึง -0.5

มูลค่า (ล้านบาท)

797,000-819,000

การลงทุนในด้านก่อสร้าง ณ ราคาคงที่ (ร้อยละ)

-4.6

0.3

6.8

-5.1

6.9-8.1

ที่มา: สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติประมาณการโดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย

โดยสรุป ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังคงมุมมองเชิงบวกต่อภาพรวมของธุรกิจก่อสร้าง จากแรงกระตุ้นของโครงการภาครัฐสืบเนื่องจากอุทกภัยในปีที่ผ่านมา น่าจะหนุนภาพของธุรกิจก่อสร้างในระยะข้างหน้าต่อไปได้ ขณะที่ปริมาณการก่อสร้างของภาคเอกชนแม้จะยังไม่วิ่งแรงเท่าในช่วงปี 2553-2554 แต่ก็สามารถพยุงตัวไปได้ถึงปลายปี 2555 ด้วยแผนกลยุทธ์ทางธุรกิจที่น่าจะกระจายความเสี่ยงไปยังโครงการพาณิชยกรรมและอสังหาริมทรัพย์ในหัวเมืองต่างจังหวัดมากขึ้น ขณะที่โอกาสรับรู้รายได้จากงานก่อสร้างคอนโดมิเนียมในกรุงเทพฯยังมีได้บ้างจากความต้องการบ้านหลังที่สอง(สืบเนื่องจากอุทกภัย) ของผู้มีรายได้ระดับกลางถึงสูง และผู้ประกอบธุรกิจบางกลุ่มอาจมุ่งรับงานก่อสร้างที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างโรงงานไฟฟ้ามากขึ้น ซึ่งทิศทางดังกล่าวคงจะหนุนให้มูลค่าตลาดธุรกิจก่อสร้างปี 2555 ยืนอยู่ได้ที่กรอบ 923,000-934,000 ล้านบาท หรือเติบโตที่ร้อยละ 12.2-13.5 จากปี 2554

 

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ไม่ควรละเลยปัจจัยท้าทายต่อธุรกิจก่อสร้างจากต้นทุนการก่อสร้างที่ปรับตัวขึ้นรอบด้านทั้งจากค่าจ้างแรงงานและจากปัจจัยการผลิตอื่นๆ ที่จะต้องอาศัยความสามารถของผู้ประกอบกิจการในการปรับตัวและบริหารจัดการสภาพคล่องของธุรกิจให้เกิดประสิทธิภาพมากกว่าเดิม นอกเหนือไปจากนั้น ยังคงต้องเฝ้าจับตามองการจัดซื้อจัดจ้างโครงการภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการฟื้นฟูซ่อมแซมโครงสร้างสืบเนื่องจากอุทกภัยที่จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของธุรกิจก่อสร้างในปีนี้ เนื่องด้วยธรรมชาติของการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ต้องผ่านกระบวนการการพิจารณาหลายขั้นตอนและใช้เวลา ซึ่งหากเกิดความล่าช้าในการดำเนินโครงการ ประกอบกับปัจจัยเกี่ยวกับฤดูกาลที่หน้าฝนมาเร็วกว่าปกติ ภาพของธุรกิจก่อสร้างในช่วงหลังของปี 2555 ก็อาจจะพลิกผันได้เช่นเดียวกัน ซึ่งหากไม่รวมโครงการที่เกี่ยวข้องกับน้ำท่วมแล้ว ภาพรวมของธุรกิจก่อสร้างในปี 2555 นี้อาจหดตัวจากปีก่อนประมาณร้อยละ 0.5 ถึงร้อยละ 3.1 หรือมีมูลค่าประมาณ 787,000-819,000 ล้านบาท

Advertisements
 

ป้ายกำกับ: , , , ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: