RSS

Monthly Archives: เมษายน 2012

ช่วยใช้ ช่วยพิสูจน์! เริ่มแล้ว”Free WiFi” 2หมื่นจุดทั่วกทม.(ดูวิธีใช้)

กทม.จับมือทรูเปิดบริการ Bangkok WiFi ฟรี 2 หมื่นจุด ด้วยเทคโนโลยีฯ การสื่อสารไร้สาย ด้วย HotSpot กว่า 20,000 จุดทั่วกรุงเทพฯ

lq3xh.jpg

30 เม.ย.55- เวลา 14.00 น. : ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ลงนามในบันทึกข้อตกลงการให้บริการประชาชนผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ตไร้สาย (Bangkok Wi-Fi) ร่วมกับนายเจริญ ลิ่มกังวาฬมงคล หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการพาณิชย์ ทรูออนไลน์ บริษัท ทรู อินเทอร์เน็ต จำกัด ณ ห้องเจ้าพระยา ศาลาว่าการกทม. (เสาชิงช้า)

ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า เทคโนโลยีการสื่อสารในปัจจุบัน  ทำให้สื่อสารกันได้ทุกที่ ทุกเวลา และการใช้งานอินเทอร์เน็ตเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เราสามารถใช้เทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพ  กทม.จึงจัดทำโครงการ “Bangkok Wi-Fi” เพื่อพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในเขตกรุงเทพมหานคร

ด้านนายเจริญ ลิ่มกังวาฬมงคล หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการพาณิชย์ ทรูออนไลน์ บริษัท ทรู อินเทอร์เน็ต จำกัด กล่าวว่า โครงการ Bangkok WiFi  ทางทรูจะอำนวยความสะดวกด้านโครงข่ายอินเทอร์เน็ตไร้สาย (WiFi) จำนวนไม่น้อยกว่า 2 หมื่นจุดทั่วกรุงเทพฯ โดยทรูอินเทอร์เน็ตจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าติดตั้ง ค่าบำรุงรักษาอุปกรณ์ และค่าดำเนินการให้บริการ WiFi ตลอดจนการโฆษณาประชาสัมพันธ์ การจัดทำป้ายแสดงจุดให้บริการ

 

shqgej.jpg

โครงการ Bangkok WiFi  มี 2 รูปแบบ คือ ความเร็วสูงสุดไม่เกิน 2 Mbps./512 Kbps. ฟรี 5 ชั่วโมงต่อเดือน หรือความเร็ว 256 kbps./128 Kbps. โดยไม่จำกัดชั่วโมงการใช้งาน ตามแต่ลักษณะและไลฟ์สไตล์การใช้งาน ครอบคลุมประชาชน 150,000 คน และทุกๆ 6 เดือนผู้ใช้งานจะต้องลงทะเบียนใช้งานใหม่

ใครสนใจใช้บริการ  ลงทะเบียน รับรหัสผ่าน บนหน้า Log-in เมื่อเลือกโครงข่ายอินเทอร์เน็ตไร้สายความเร็วสูง @TRUEWIFI จากอุปกรณ์สมาร์ทโฟนหรือโน้ตบุ้คของตนเอง

Advertisements
 
 

ป้ายกำกับ: , , , ,

โฆษกทอ.ยังไม่ทราบสาเหตุ เครื่องทอ.ไถลออกนอกรันเวย์สนามบินธากา บังคลาเทศ

โฆษกทอ.ยังไม่ทราบสาเหตุ เครื่องทอ.ไถลออกนอกรันเวย์สนามบินธากา บังคลาเทศ

30 เม.ย.55 – พล.อ.ต.มณฑล สัชฌุกร โฆษกกองทัพอากาศ เปิดเผยว่า ได้รับแจ้งว่า เมื่อเวลาประมาณ 09.00น. เกิดเหตุเครื่องบินของกองทัพอากาศลำเลียง แบบที่ 16 ATR 72-500 ใช้ภารกิจฝึกบินเดินทางต่างประเทศ เส้นทางสนามบินดอนเมือง-ธากา ประเทศบังคลาเทศ สิ้นสุดสนามบินนิวเดลี ประเทศอินเดียว ระหว่างวันที่ 30 เมษายน – 4 พฤษภาคม 2555

โดยเครื่องลำดังกล่าว เร่ิ่มต้นภาระกิจตามกำหนดนี้เป็นวันแรก ออกเดินทางจากสนามบินดอนเมือง เมื่อเวลา  06.00น. ไปลงสนามบินธากาในเวลาประมาณ 09.00น.แต่เมื่อเครื่องลงแตะพื้น มีอาการเซออกด้านข้างของรันเวย์ แต่ยังไม่ทราบว่าเกิดจากสาเหตุใด  และไม่มีรายงาน

เรื่องสภาพอากาศขณะเกิดเหตุ ทั้งนี้ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่มีผู้เสียชีวิต มีบาดเจ็บเล็กน้อย 2 คน และเหตุการณ์นี้ กองทัพอากาศ จะส่งคณะกรรมการสอบสวนอากาศยานอุบัติเหตุต่างประเทศเดินทางไปสอบสวน เพื่อหาสาเหตุที่เกิดขึ้น

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ส่งผลให้กองทัพอากาศต้องยกเลิกภารกิจที่จะนำเครื่องนี้เดินทางไปฝึกบินต่อที่สนามบินนิวเดลี สำหรับเครื่องลำนี้ มีนักบิน  นักบินฝึก ช่าง รวม 15 คน แต่ไม่มีผู้โดยสารที่เป็นพลเรือน

สำหรับภารกิจฝึกบินเดินทางประเทศนั้น กองทัพอากาศจัดบินเป็นประจำทุกวัน กำหนดเส้นทางบินทั้งภายในและต่างประเทศ เพื่อให้เกิดความคุ้นเคยและเตรียมพร้อมสำหรับการปฎิบัติหน้าที่

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน เมษายน 30, 2012 in ทั่วไป, สนามบิน

 

ป้ายกำกับ: , , , , , , , , ,

“มัลลิกา”เตรียมจี้อสส. และปปช.สอบคืบหน้าทุจริตคดีกู้ 9 พันล้าน ธ.กรุงไทยเอื้อ”ทักษิณ-พานทองแท้”

“มัลลิกา”เตรียมจี้อสส. และปปช.สอบคืบหน้าทุจริตคดีกู้ 9 พันล้าน ธ.กรุงไทยเอื้อ”ทักษิณ-พานทองแท้”

                                                              ภาพ : เว็บข่าวสดออนไลน์

30 เมษายน 2555 น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์   แถลงว่า สำนักโฆษกของพรรคกับฝ่ายกฎหมายกำลังพิจารณาเพื่อทำหนังสือถึงอัยการสูงสุด และกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ปปช.เพื่อขอทราบความคืบหน้าของสำนวนคดีที่คตส.เคยชี้มูลความผิด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กรณีธนาคารกรุงไทยปล่อยกู้ 9,000 ล้านบาท ให้บริษัทเอกชนแล้วเกี่ยวพันถึงนายพานทองแท้ ชินวัตร ที่คตส.พบเส้นทางของเงินปากถุง 17 ล้านบาทที่ส่งผ่านทางบัญชีธนาคาร ล่าสุดทราบถึงขั้นตอนตั้งคณะทำงานตรวจสำนวนก่อนฟ้องศาลฎีกาฯเท่านั้น

รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า บุคคลที่ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาตามสำนวนที่ปรากฏในชั้นไต่สวนของคตส.มีด้วยกัน 3 กลุ่มๅรวม 37 ราย คือ 1) กลุ่มผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี,นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชาย พ.ต.ท.ทักษิณ,นางกาญจนาภา หงษ์เหิน เลขานุการส่วนตัวคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพ็ชร์ ด้วย เป็นผู้ถูกกล่าวหา 2) กลุ่มผู้ปล่อยกู้ คือ คณะกรรมการ (บอร์ด) ธนาคารกรุงไทย และกรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารเช่น นายวิโรจน์ นวลแข อดีตกรรมการผู้จัดการธนาคารกรุงไทย 3)บริษัทเอกชนผู้ขอกู้ 3 ราย ประกอบด้วย บริษัท อาร์เค โปรเฟสชั่นนัล จำกัด, บริษัท โกลเด้น เทคโนโลยี อินดัสเตรียล พาร์จ จำกัด และ บริษัท กฤษดามหานคร จำกัด (มหาชน) และกลุ่มบุคคลที่ได้รับประโยชน์จากบริษัทเอกชนดังกล่าว เป็นผู้ถูกกล่าวหา

นางสาวมัลลิกา กล่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีและพวกร่วมกันหรือสนับสนุนในการกระทำความผิดทำให้เกิดความเสียหายแก่ธนาคารกรุงไทย ฯ ผู้ถือหุ้น และประชาชน มีหลักฐานระดับหนึ่งที่เกี่ยวกับการขอกู้เพื่อรีไฟแนนซ์ 4,000 ล้านบาท แต่ธนาคารกรุงไทยกลับอนุมัติวงเงินกู้ให้ถึง 8,000-9,000 ล้านบาท และมีข้อน่าสังเกตว่ามีการออกเช็คถึง 11 ฉบับแทนที่จะออกเช็คฉบับเดียว มีเงินบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับการปล่อยกู้ครั้งนี้โอนเข้าไปในบัญชีสำคัญจนนายพานทองแท้ ถูกคตส.ตั้งข้อกล่าวหาเรื่องรับของโจร ใช่หรือไม่

“เรื่องนี้เป็นคดีสำคัญและมีความเสียหายเกิดไปแล้ว การตั้งกรรมการร่วมระหว่างอัยการสูงสุดกับปปช.ก็ใช้เวลามากพอสมควรแล้ว เรื่องอื่นเป็นหน้าที่ของคนอื่นแต่เรื่องการส่งสำนวนขึ้นฟ้องที่ศาลหรือไม่เป็นหน้าที่ของอับการสูงสุดและปปช.ควรแจ้งให้ประชาชนทราบความคืบหน้าถ้าไม่แถลงก็จะทำหนังสือไปถามอย่างเป็นทางการ” นางสาวมัลลิกา กล่าว

รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่าสัปดาห์นี้จะมีการหารือกับฝ่ายกฏหมายแล้วลำดับความสำคัญติดตามตรวจสอบทุกคดีที่ค้างที่ทั้งปปช. อัยการสูงสุด และดีเอสไอ เช่นคดีทุจริต คดีก่อการร้าย คดีเผากรุงเทพ เป็นต้น

 

ป้ายกำกับ: , , , , , , ,

บทความพิเศษ.. ธุรกิจโทรคมนาคมไทย : ถอยหลังลงคลอง? โดย อ.เดือนเด่น TDRI

ธุรกิจโทรคมนาคมไทย : ถอยหลังลงคลอง ?

เดือนเด่น นิคมบริรักษ์
สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)

” ธุรกิจโทรคมนาคมเป็นเสาหลักของการพัฒนาทางเศรษฐกิจในยุคสารสนเทศที่ความสามารถในการเข้าถึงข้อมูลและความสามารถในการแพร่กระจายข้อมูลเป็นปัจจัยที่สร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน การมีบริการการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพสูงจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการที่ประเทศไทยก้าวข้ามกับดักของประเทศที่มีรายได้ปานกลาง (middle income trap) ไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูง แต่ผู้เขียนมองสภาพตลาดโทรคมนาคมในประเทศไทยแล้ว กลับอยู่ในสภาวะถดถอยเนื่องจากการแข่งขันในตลาดมีจำกัด และยังอาจเกิดการผูกขาดในอนาคตอีกด้วย ผู้ประกอบการต่างชาติไม่สนใจที่จะเข้ามาลงทุนในธุรกิจโทรคมนาคมไทยด้วยเหตุผลดังนี้

ประการแรก การแข่งขันในธุรกิจโทรคมนาคมไทยยังคงจมปลักกับการช่วงชิงความได้เปรียบ เสียเปรียบกันจากระบบสัมปทาน ดังจะเห็นได้จากการแก้ไขเงื่อนไขในสัญญาสัมปทานหลายฉบับในอดีต และล่าสุดกรณีการทำสัญญาเพื่อให้บริการ 3G ระหว่างกลุ่มทรูกับ กสท. ที่ถูกมองว่าเป็นสัมปทานจำแลง การทำสัญญาในลักษณะดังกล่าวมีโอกาสเกิดขึ้นอีกสูง เนื่องจากผู้ประกอบการที่มีสายสัมพันธ์กับทางการเมืองย่อมเล็งเป้าไปที่การใช้ช่องทางของสัมปทานในการได้มาซึ่งคลื่นความถี่โดยการทำสัญญากับรัฐวิสาหกิจซึ่งอยู่ภายใต้อาณัติของฝ่ายการเมือง หากเป็นเช่นนั้นแล้ว ธุรกิจโทรคมนาคมไทยก็ไม่มีวันที่จะพัฒนาได้ เพราะการแข่งขันจะไม่มีวันเสรีและเป็นธรรม ผู้ประกอบการที่ไม่มีเส้นสายทางการเมืองก็ไม่สามารถสร้างความได้เปรียบจากระบบสัมปทานได้ ทำให้แข่งขันได้ยากและอาจถูกบีบออกจากตลาดในที่สุด

ประการที่สอง กฎ กติกาในการกำกับดูแลไม่คุ้มครองผู้ประกอบการรายย่อย ในปี พ.ศ. 2553 ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เอกชนรายที่ 4 คือ Hutch ต้องถอนตัวออกไปจากตลาด (ส่งผลให้กลุ่มทรูเข้ามาเทคโอเวอร์) เนื่องจากประสบผลขาดทุนจากการที่ไม่สามารถเชื่อมต่อโครงข่ายของตนกับโครงข่ายของผู้ให้บริการรายใหญ่ คือ AIS DTAC และ TRUE ซึ่งเรียกร้องค่าเชื่อมต่อโครงข่ายในอัตราที่สูงมาก คือ 1 บาทต่อนาทีได้ ลูกค้าของ Hutch จึงไม่สามารถติดต่อสื่อสารกับบุคคลอื่นนอกโครงข่าย กว่า กทช . จะเข้ามาแก้ไขปัญหาโดยการกำหนดอัตราค่าเชื่อมต่ออ้างอิงที่ 50 สตางค์ต่อนาทีเมื่อกลางปี พ.ศ. 2553 ซึ่งเวลาก็ล่วงเลยไปแล้วกว่า 2 ปี ก็สายเกินไปเสียแล้ว ตัวอย่างของ Hutch ที่ต้องม้วนเสื่อไปคงทำให้ผู้ประกอบการต่างชาติรายอื่นๆ รวมทั้งผู้ประกอบการไทยรายใหม่ไม่กล้าเข้ามาในตลาดโทรคมนาคมไทย เพราะไม่มั่นใจว่า กฎ กติกาในการกำกับดูแลจะให้ความเป็นธรรมแก่เขาได้เพียงใด

ประการที่สาม กฎ กติกาของ กทช. นอกจากไม่คุ้มครองรายย่อยแล้วยังจำกัดการแข่งขันในตลาดอีกด้วย ดังจะเห็นได้จาก ประกาศ กทช. ว่าด้วยการกำหนดข้อห้ามการกระทำที่มีลักษณะเป็นการครอบงำกิจการโดยคนต่างด้าว พ.ศ ๒๕๕๔ ซึ่งได้กำหนดนิยามของคนต่างด้าวที่เข้มงวดกว่าที่ปรากฎอยู่ใน พ.ร.บ. การประกอบกิจการของคนต่างด้าว พ.ศ. ๒๕๔๒ อย่างมาก การดำเนินการดังกล่าวมีความผิดปกติอยู่มาก เนื่องจากมีการเร่งรีบและรวบรัดก่อนที่กรรมการชุดดังกล่าวจะหมดวาระ ทำให้มีการตั้งข้อสงสัยว่า ทั้งหมดนี้เป็นการดำเนินการเพื่อเอื้อประโยชน์แก่ผู้ประกอบการรายหนึ่งในตลาดที่มีเส้นสายทางการเมืองแน่นแฟ้นกับรัฐบาลในสมัยนั้นหรือไม่

ผู้เขียนได้ฝากความหวังไว้กับคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ที่เข้ามารับตำแหน่งใหม่ว่าคงจะปรับปรุงกฎ กติกา ในการกำกับดูแลให้เอื้อต่อการแข่งขันที่เป็นธรรมในตลาดมากกว่าในอดีต บททดสอบแรก คือ ร่างประกาศฯ ว่าด้วยการกำหนดข้อห้ามการกระทำที่มีลักษณะเป็นการครอบงำกิจการโดยคนต่างด้าว ฉบับใหม่ที่จะเข้าสู่การพิจารณาของ กทค. ในเร็ววันนี้ ผู้เขียนได้เห็นร่างที่จะมีการนำเสนอแล้วก็มีความเป็นห่วงอย่างยิ่งว่า หากมีการเห็นชอบร่างดังกล่าวแล้ว ตลาดโทรคมนาคมไทยอาจถอยหลังเข้าคลองในอนาคตอันใกล้ ด้วยเหตุผลดังนี้
ประการแรก แม้ร่างดังกล่าวได้ตัดสาระที่เกี่ยวกับความมั่นคงออกไปหมดแล้ว (ซึ่งผู้เขียนเห็นด้วยว่าการอ้างเรื่องความมั่นคงนั้นเลื่อนลอย) หากแต่ยังคงบัญชีข้อห้ามการกระทำที่มีลักษณะเป็นการครอบงำกิจการโดยคนต่างด้าวทั้ง 8 ข้อ ซึ่งรวมถึงการครอบงำผ่านแหล่งเงินทุน สัญญาจัดซื้อจัดจ้าง การถ่ายโอนค่าใช้จ่าย การทำสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา การโอนราคา ฯลฯ การวินิจฉัยว่าการประกอบธุรกรรมกับคนต่างด้าวในลักษณะใดจึงจะถือว่าเป็นการครอบงำนั้นขาดหลักเกณฑ์ หรือวิธีการพิจารณาที่ชัดเจนจึงขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของ กสทช. เป็นหลัก

ภาพประกอบจาก : technology.thaiza.com

ประการที่สอง ประกาศฉบับนี้ไม่มีเหตุผลรองรับที่ชัดเจนว่าทำไปเพื่ออะไร ธุรกิจโทรคมนาคมไทยมีปัญหาที่เกี่ยวกับการถูกคนต่างด้าวครอบงำหรือ และการครอบงำดังกล่าวทำให้ผู้ใช้บริการเสียประโยชน์หรือถ่วงพัฒนาการของธุรกิจโทรคมนาคมไทยอย่างไร จึงต้องมีประกาศฉบับนี้ กรรมการชุดที่แล้วบอกว่าเป็นเรื่องความมั่นคง กรรมการชุดนี้บอกไม่เกี่ยวกับเรื่องความมั่นคง แต่ก็ไม่ยกเลิกและไม่สามารถชี้แจงเหตุผลในการออกประกาศฉบับนี้ได้ รวมทั้งไม่มีการทำรายงานที่แสดงผลดี ผลเสียต่อธุรกิจโทรคมนาคม และผู้บริโภคตามข้อกำหนดของ กสทช. เองตามเดิมจากที่ผู้เขียนเคยท้วงติงเมื่อกว่าครึ่งปีที่แล้ว

ประการที่สาม จนบัดนี้แล้ว กสทช. ก็ยังไม่สามารถชี้แจงได้ว่าประกาศดังกล่าวขัดกับพันธกรณีของประเทศไทยที่ให้ไว้ในองค์การการค้าโลกหรือไม่ เพียงแต่เขียนไว้ในร่างประกาศฉบับใหม่ว่า ประกาศฉบับนี้สามารถบังคับใช้ได้ “เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับความตกลงหรือสนธิสัญญาที่ประเทศไทยเป็นภาคีหรือมีความผูกพันตามพันธกรณี” หากเนื้อหาเกี่ยวกับการครอบงำกิจการของคนต่างด้าวทั้งหมดขัดกับพันธกรณีของไทยในองค์การการค้าโลกแล้ว ประกาศนี้จะเป็นเพียงแค่เศษกระดาษที่แสดงถึงความไม่รอบคอบในการออก กฎ กติกา ของ กสทช. เท่านั้น เพราะไม่สามารถบังใช้กับนักลงทุนจากประเทศสมาชิกองค์การการค้าโลก 153 ประเทศได้ แล้วจะออกมาเพื่ออะไร หรือคิดว่าจะใช้สำหรับนักลงทุนจากประเทศที่ไม่ใช่สมาชิก เช่น อัฟกานิสถาน ลิเบีย หรือ เกาหลีเหนือ ?

ผู้เขียนเห็นว่า ประกาศฉบับนี้แท้จริงแล้วไม่ใช่เรื่องของการป้องกันการครอบงำธุรกิจโทรคมนาคมของคนต่างด้าว หากแต่เป็นการกีดกันผู้ประกอบการรายใหม่ที่อาจสนใจเข้ามาแข่งขันในการประมูลคลื่น 3G และเป็นการเปิดช่องให้การเมืองเข้าครอบงำธุรกิจโทรคมนาคมไทยมากกว่า เนื่องจากประกาศนี้ทำให้ กสทช. สามารถใช้ดุลยพินิจได้อย่างเต็มที่ในการชี้ว่าผู้ประกอบการรายใดเป็นคนต่างด้าวและรายใดมิใช่คนต่างด้าว ผู้ประกอบการที่ไร้เส้นสายทางการเมืองอาจถูกบีบให้ออกจากตลาดเหมือนที่ Hutch เคยโดนมาแล้ว ณ เวลานั้นคนไทยก็คงจะต้องเตรียมควักกระเป๋าสตางค์จ่ายค่าโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่แพงลิบลิ่วเหมือนในช่วงก่อนปี พ.ศ. 2543 ที่มีผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (สัญชาติไทยแท้ ณ เวลานั้น) เพียงสองรายในตลาด
แม้ประกาศนี้จะกระตุ้นต่อม “รักชาติ” ของคนไทย แต่เราต้องไม่ลืมว่าที่ผ่านมานั้น การครอบงำของการเมืองที่มุ่งแสวงหากำไรจากการผูกขาดได้สร้างความเสียหายให้แก่ประเทศมากกว่าการครอบงำของคนต่างด้าวที่แสวงหากำไรจากการแข่งขันในตลาด

 
 

ป้ายกำกับ: , , , , ,

26 วันเกือบ 2พันคัน! “RFID” พบรถตู้โดยสาร แล่นผิดกม. โทลล์เวย์แชมป์ ความเร็วเฉลี่ย 117กม.

26 วันเกือบ 2พันคัน! “RFID” พบรถตู้โดยสาร แล่นผิดกม. โทลล์เวย์แชมป์ ความเร็วเฉลี่ย 117กม.

28 เม.ย.55 -ในวันที่ 30 เมษายน 255 จะครบกำหนด 1 เดือนการตรวจจับความเร็วรถตู้โดยสารสาธารณะโดยระบบตรวจจับความเร็ว RFID  ที่วิ่งบนทางด่วน ทางยกระดับโทลล์เวย์ และมอเตอร์เวย์ ระหว่างวันที่ 1-26 เมษายน 2555  ซึ่งขณะนี้ ตรวจสอบแล้วพบว่า ระบบ RFID  ตรวจพบรถขับเกินกฎหมายกำหนด รวมทั้งสิ้น 1,644  คัน จากจำนวนรถตู้ที่มีในระบบกว่า 5 พันคัน โดยรถที่ขับเร็วเกินกำหนด แบ่งเป็น เป็นรถร่วมบขส.ที่วิ่งกรุงเทพฯ-ต่างจังหวัด จำนวน 1,322 คัน  และรถร่วมขสมก.วิ่งในกรุงเทพฯ 322 คัน

นายยุทธ นาคแดง ผู้อำนวยการกองตรวจการขนส่งทางบก ระบุว่า ขณะนี้เจ้าของรถได้เสียค่าปรับคันละ 5 พันบาทแล้ว จำนวน 81 ราย ส่วนใหญ่ขับด้วยความเร็วเฉลี่ย 117 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยทางด่วนดอนเมือง-โทลล์เวย์ เป็นเส้นทางที่ขับเกินกฎหมายมากที่สุด

ตลอดเดือนพฤษาคมกรมขนส่งฯ จะรณรงค์ให้รถโดยสารสาธารณะ ลดความเร็วลงกว่าปัจจุบัน พร้อมคาดโทษคนที่โดนจับเป็นครั้งที่ 2 จะปรับทันที 1 หมื่นบาท และถอนใบอนุญาตรถคันเด็ดขาด

การใช้ระบบ RFID ตรวจจับความเร็วรถ เริ่มต้นเมื่อวันที่ 1 เมษายน ที่ผ่านมา หลังจากเกิดอุบัเหตุกับรถตู้โดยสารสาธารณะบ่อยครั้ง โดยระบบนี้ ได้นำไปติดตั้งใน 6 เส้นทางหลัก ได้แก่ ทางด่วนบูรพาวิถี , ทางด่วนขั้น 1,  ทางด่วนขั้นที่ 2 , มอร์เตอร์เวย์สายบางปะอิน และมอร์เตอร์เวย์สายตะวันออก รวมถึงทางด่วนโทลล์เวย์

ประชาชนที่พบเห็นสามารถร้องเรียนได้ที่ สายด่วน 1584 ศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารสาธารณะ กระทรวงคมนาคม

                 ขนส่งพะเยา แนะ ผู้ใช้บริการรถโดยสารขนส่งหากพบปัญหาด้านการให้บริการ ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ สามารถแจ้ง 1584 ตลอด 24 ชั่วโมง

 

ป้ายกำกับ: , , , , , , , , , , , ,

ผนึกกำลัง! กสทช.ถก ผวจ.ภูเก็ต ดึงวิทยุ 1 ปณ.FM 89.0 MHz เป็นวอร์รูมกระจายข่าวภัยพิบัติ

กสทช.หารือผู้ว่าฯภูเก็ต เตรียมใช้คลื่นวิทยุ1ปณ.รับมือภัยพิบัติ
และรับฟังปัญหาการสื่อสารในเหตุฉุกเฉิน

   cakbna.jpg

27 เม.ย.55– ณ ศาลากลางจังหวัดภูเก็ต กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ประกอบด้วย ผศ.ดร.ธวัชชัย จิตรภาษ์นันท์ และ น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ พร้อมที่ปรึกษานายวิษณุ ตัณฑวิรุฬห์ นายทศพร ซิมตระกูล และนายวรรณะ เศรษฐพงค์ ผอ.สำนักงานกสทช.เขต 11 เข้าพบนายตรี อัครเดชา ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เพื่อหารือถึงสถานการณ์การสื่อสารเตรียมความพร้อมในเหตุฉุกเฉินหรือภัยพิบัติ กสทช.ธวัชชัย ได้นำเสนอคลื่นวิทยุกระจายเสียง 1 ปณ.ภูเก็ต เอฟเอ็ม 89.0 เมกะเฮิร์ท ให้ทางจังหวัดนำไปใช้เป็นช่องทางหนึ่งของสื่อสารกับประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีเกิดภัยพิบัติ ซึ่งถือเป็นเรื่องเร่งด่วนตอนนี้ รวมถึงใช้ในการสื่อสารข้อมูลประชาสัมพันธ์ต่างๆที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะต่อไป ทั้งนี้ พร้อมนำเสนอให้ภูเก็ตเป็นจังหวัดนำร่องในการพัฒนาโครงการโทรทัศน์และวิทยุดิจิทัล

กสทช.ธวัชชัย กล่าวว่า คลื่น1 ปณ.ภูเก็ต เป็น 1 ใน 2 คลื่นที่ กสทช.สามารถเรียกคืนคลื่นวิทยุกลับมาอยู่ในความดูแลได้ รวมทั้งคลื่นเอฟเอ็ม 98.0 เมกะเฮิร์ท จ.กรุงเทพฯ  จึงคาดหวังว่าสถานีแห่งนี้น่าจะเป็นคลื่นวิทยุต้นแบบประเภทบริการสาธารณะ เพราะขณะนี้ กสทช.กำลังอยู่ในระหว่างขั้นตอนการกำหนดกติกาและเงื่อนไขต่างๆ ในการออกใบอนุญาต ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ กิจการประเภทสาธารณะ ประเภทธุรกิจ และประเภทชุมชน รวมทั้ง นอกจากนี้ ได้มีการพูดคุยถึงกรณีปัญหาระบบสื่อสารที่ไม่สามารถใช้งานได้ในช่วงที่เกิดภัยพิบัติขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่กสทช.จะต้องไปหารือกับผู้ให้บริการว่าจะสามารถแก้ปัญหานี้ได้อย่างไรต่อไป

ทั้งนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า เป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่งที่ทาง กสทช.จะอำนวยความสะดวกให้ทางจังหวัดใช้คลื่นวิทยุสำหรับการสื่อสาร ประชาสัมพันธ์ที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ  ซึ่งในรายละเอียดนั้นคงจะต้องมีการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระดับจังหวัดว่าจะดำเนินการได้อย่างไร รวมไปถึงการพัฒนาโครงการโทรทัศน์และวิทยุดิจิทัลในอนาคต ควรจะต้องมีการหารือกันอีกครั้งว่าจะมีความเป็นไปได้หรือไม่

40syg.jpg

เมื่อวันที่ 26 เม.ย. 55   ที่ห้องใบเรือ โรงแรมโบ๊ทลากูนรีสอร์ท กสทช.สุภิญญา และกสทช.ธวัชชัย พร้อมคณะ เข้าร่วมเวทีประชุมการจัดทำฐานข้อมูลเพื่อบริหารจัดการภัยพิบัติจังหวัดภูเก็ต จัดโดยทางจังหวัดภูเก็ต ร่วมกับสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดภูเก็ต สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือซิป้าภูเก็ต และศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต 18 ภูเก็ต โดยผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วยแพทย์ พยาบาลและเจ้าหน้าที่จากสถานพยาบาลของรัฐและเอกชนที่จัดตั้งเป็นหน่วยการแพทย์ฉุกเฉินหรือ ทีม DMAT ,ทัพเรือภาคที่ 3 , ตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ต, องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, เจ้าหน้าที่สาธารณสุขจังหวัดภูเก็ต ,ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ,ผู้แทนบริษัท กสท. โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ,บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ตลอดจนอาสาสมัครมูลนิธิกุศลธรรมภูเก็ต ,มูลนิธิร่วมใจกู้ภัยภูเก็ต ประมาณ100 คน

            ซึ่งกสทช.สุภิญญา กล่าวว่า ในฐานะประธานอนุกรรมการภัยพิบัติในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ กล่าวว่า เหตุแผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 11 เม.ย.ที่ผ่านมา ถือเป็นการส่งสัญญานเตือน และเป็นเหมือนการซ้อมใหญ่ ที่กสทช.เองถูกคาดหวังจากสังคมว่าจะต้องเตรียมความพร้อมหรือดูแลเกี่ยวกับช่องทางการสื่อสาร ซึ่งการมาร่วมประชุมครั้งนี้ ต้องการจะมารับฟังข้อเสนอแนะและปัญหาของคนในพื้นที่ว่าต้องการให้ กสทช.สนับสนุนเรื่องไหนบ้าง เพราะหน้าที่หลักของ กสทช.คือการทำงานเชิงนโยบายที่จะออกประกาศต่างๆ และสร้างหลักประกันว่า เมื่อมีเหตุฉุกเฉินแล้วด้านกิจการวิทยุและโทรทัศน์ จะสามารถเป็นช่องทางให้ข้อมูลข่าวสารกับประชาชนทันท่วงทีเช่นเดียวช่องทางด้านโทรคมนาคม จะต้องมีแผนสำรอง ในกรณีที่สัญญาณหลักของระบบสื่อสารล่ม หรือไม่สามารถใช้การได้ นอกจากนี้ กสทช.ธวัชชัย กสทช.สุภิญญา และคณะ ได้เดินทางไปยังสถานีวิทยุ 1 ปณ. บริเวณเขารัง ต.ตลาดใหญ่ และเดินทางไปตรวจเยี่ยมสำนักงานเขต 11 ภูเก็ต ด้วย

 

ป้ายกำกับ: , , , , ,

เดิมพันทรัพยากรชาติ! กสทช.ดึงเอกชนทำสัตยาบัน ป้องกันฮั้วประมูลราคา 3G

เดิมพันทรัพยากรชาติ! กสทช.ดึงเอกชนทำสัตยาบัน ป้องกันฮั้วประมูลราคา 3G 

95nno.jpg

27เม.ย.2555- สุทธิพล ทวีชัยการ กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ด้านกฎหมาย ในฐานะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) เปิดเผยว่า การจัดประมูลคลื่นความถี่ 3G ที่จะมีขึ้นในช่วงปลายไตรมาสสามของปีนี้ มีความสำคัญต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมโทรคมนาคม เศรษฐกิจของชาติ และที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นการเดิมพันด้วยทรัพยากรของประเทศชาติและผลประโยชน์ของสาธารณะอีกด้วย ดังนั้นบทบาทของบอร์ดกทค. จึงจำเป็นต้องหาทุกวิถีทางเพื่อทำให้การประมูลครั้งนี้มีความโปร่งใสและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย โดยเฉพาะกับประเด็นที่สังคมและประชาชนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก ก็คือ ประเด็นการฮั้วราคาประมูล เพราะหากฮั้วราคาประมูลกันจริงๆ อาจทำให้การแข่งขันลดลง ส่งผลต่อรายได้ของรัฐที่จะได้รับจากการประมูล

ซึ่งการประชุมคณะอนุกรรมการเตรียมความพร้อมสำหรับการบริหารคลื่นความถี่ย่าน 2.1 GHz เพื่อรองรับเทคโนโลยี IMT-2000 หรือ IMT Advanced  เมื่อวันที่ 24 เมษายน2555  ได้เชิญผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่นที่ทั้งค่ายเล็ก กลาง และใหญ่ เข้าร่วมประชุมเพื่อรับฟังความคิดเห็นจากผู้ประกอบการในเรื่องขนาดของคลื่นความถี่ที่จะให้อนุญาต และจำนวนใบอนุญาตที่เหมาะสมกับสภาพตลาดโทรคมนาคมและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป ตลอดจนประเด็นอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ซึ่งตนได้จุดประกายแนวคิดเกี่ยวกับการลงสัตยาบันของผู้ประกอบการเพื่อยืนยันว่าจะทำให้การประมูล3G เป็นไปด้วยความโปร่งใส ไม่ฮั้วราคาประมูล ซึ่งผู้ประกอบการทั้งรายเล็ก กลาง และใหญ่ ต่างก็ขานรับแนวคิดนี้  โดย กทค.จะหารือเพื่อกำหนดวันทำพิธีลงสัตยาบันร่วมกัน ซึ่งการทำสัตยาบันดังกล่าวจะเป็นเหมือนสัญญาประชาคมที่ผู้ประกอบการแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันว่าจะเข้าประมูล 3G ด้วยความสุจริต ไม่ฮั้วราคากัน และจะช่วยสนับสนุนทำให้การประมูล 3G สามารถขับเคลื่อนไปได้
“ไม่ว่าจะนำวิธีการใดๆมาใช้ในการประมูลคลื่นความถี่ 3G ก็มิอาจห้ามการฮั้วประมูลได้ เพียงแต่จากการศึกษาข้อมูลในหลายๆมิติ พบว่าวิธีการแบ่งซอยคลื่นเป็น 5 MHz จำนวน 9 สล็อต เป็นวิธีการที่หลายประเทศใช้แล้วได้ผลและยืนยันว่าทำให้การประมูลคลื่นความถี่เกิดการแข่งขันอย่างเป็นธรรม รวมทั้งทำให้ผู้ประกอบการรายเล็กสามารถเข้ามาแข่งขันได้ ฉะนั้นนอกเหนือจากการที่จะต้องเลือกวิธีการประมูลที่เหมาะสมแล้ว ยังมีประเด็นที่ควรจะต้องให้ความสำคัญคือจะใช้มาตรการใดมาป้องปรามการฮั้ว ซึ่งมาตรการป้องกันการฮั้วที่กำหนดไว้ในประกาศกทช.เรื่องหลักเกณฑ์ในการประมูลคลื่นความถี่ 3Gเดิม ยังไม่เข้มข้นเพียงพอ จึงจำเป็นต้องปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น” นายสุทธิพล กล่าว

 

ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าว ต้องอยู่ภายใต้ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 ซึ่งขณะนี้กำลังศึกษามาตรการป้องกันการฮั้วประมูลที่ใช้ได้ผลในหลายประเทศเพื่อนำมากำหนดไว้ในประกาศ กสทช.เรื่องหลักเกณฑ์ในการประมูลคลื่นความถี่ 3G ที่กำลังยกร่างอยู่ ส่วนการจัดให้มีการลงสัตยาบันร่วมกันระหว่างผู้ประกอบกิจการนั้นก็เป็นมาตรการเสริมจากมาตรการทางกฎหมาย เพื่อขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการ และให้สังคมช่วยกันตรวจสอบผู้ประกอบการใดที่ไม่ปฎิบัติตามสิ่งที่ให้สัตยาบันไว้ อันเป็นเรื่องของการใช้ Social Sanction เข้ามาเสริมมาตรการการบังคับใช้กฎหมายเพื่อเป็นการป้องกันการฮั้วอีกชั้นหนึ่ง

 

ป้ายกำกับ: , , , , ,