RSS

Category Archives: กสทช.

ตะลึง! ลาดกระบัง กลับลำผลศึกษา ยอมรับคลื่นจากเสาส่งสัญญาณมือถือ มีความเสี่ยงก่อมะเร็ง-กระทบมนุษย์

image

19 กันยายน 2557

วิศวกรไฟฟ้า ด้านโทรคมนาคมกล่าวในเวทีเสวนา กสทช. ระบุ คลื่นจากเสาส่งสัญญาณมือถือมีความเสี่ยงก่อมะเร็งและผลกระทบต่อมนุษย์ในด้านชีวภาพ ส่วนนักวิชาการลาดกระบังยอมรับผลวิจัยที่เคยเผยแพร่เรื่องผลกระทบของการแผ่คลื่นคลาดเคลื่อน ชี้การศึกษาเป็นแค่การวัดคลื่น ไม่ครอบคลุมผลกระทบด้านสุขภาพ ดังนั้นไม่อาจสรุปได้ว่าคลื่นจากเสาส่งสัญญาณมือถือปลอดภัย

ดร.สุเมธ วงศ์พานิชเลิศ นักวิชาการอิสระ และผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมไฟฟ้าโทรคมนาคม กล่าวในงานเสวนา NBTC Public Forum ครั้งที่ 4/2557 เรื่อง “ปัญหาและทางออก กรณีผลกระทบของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากเสาส่งสัญญาณโทรศัพท์” ที่จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (กสทช.) เมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2557 ณ โรงแรมมิราเคิล กรุงเทพฯ ระบุถึงความเสี่ยงของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าว่า ความแตกต่างระหว่างผลกระทบจากการใช้โทรศัพท์มือถือกับการอยู่ใกล้เสาสัญญาณคือ ผู้ใช้โทรศัพท์ยังสามารถเลือกได้ว่าจะใช้งานนานมากน้อยแค่ไหน แต่ผู้ที่อาศัยอยู่ใกล้เสาสัญญาณไม่มีสิทธิเลือก และอยู่ในสภาพจำยอมต้องรับคลื่นตลอดเวลา เพราะฉะนั้นการตั้งเสาสัญญาณจึงเข้าข่ายการละเมิดสิทธิ  

การศึกษาผลกระทบของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ามีมานานแล้ว โดยมีการค้นพบว่ามีผลกระทบต่อระบบชีวภาพของมนุษย์ คือสามารถทำลายเซลล์สิ่งมีชีวิตให้ชำรุดได้ โดยทำให้สายพันธุกรรมแตกขาด ซึ่งถ้าได้รับในปริมาณมากหรือต่อเนื่อง ถ้าร่างกายซ่อมแซมไม่ทันหรือซ่อมแซมผิดจากที่ควรจะเป็น ก็จะทำให้เกิดมะเร็งและโรคอื่นๆ ได้
 “ผลกระทบจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าต่อชีวภาพมนุษย์ นักวิชาการรู้กันมาตั้งแต่ปี 1998 ตั้งแต่สมัยที่การใช้โทรศัพท์มือถือยังไม่แพร่หลาย แต่ในระยะหลังๆ มีการค้นพบหลักฐานและงานวิจัยมากขึ้น และมีการตั้งข้อสงสัยว่าทำไมคนที่อยู่ใกล้เสามีจำนวนคนเป็นมะเร็งเพิ่มขึ้น”

นพ.พิบูล อิสสระพันธุ์ สำนักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ปัญหาเรื่องการตั้งเสาสัญญาณมีความซับซ้อน เพราะมีประเด็นทางสังคมเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เนื่องจากหลายกรณีขาดการสื่อสารกับชาวบ้านและการทำประชาพิจารณ์

ในส่วนของผลกระทบต่อสุขภาพ องค์การอนามัยโลกได้จัดให้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเป็นสารก่อมะเร็งประเภท 2B คือเป็นสารอาจก่อมะเร็ง

 “องค์การอนามัยยังไม่ยอมรับว่าคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเป็นสารก่อมะเร็ง แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ เพราะในอนาคตหากมีข้อค้นพบมากขึ้น ก็จะปรับให้เป็นสารก่อมะเร็งได้ ดังนั้นคนที่อยู่ใกล้เสา ถ้าสมัครใจก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าชุมชนไหนไม่พอใจเสา ก็ควรพยายามต่อยอดองค์ความรู้จากองค์การอนามัยโลกโดยใช้หลักการป้องกันไว้ก่อน และคงต้องอาศัยการผลักดันทางการเมืองเพื่อให้เกิดการเจรจาและแก้ปัญหา”

สำหรับงานวิจัยที่สำนักงาน กสทช. ได้เคยจ้างสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังศึกษาถึงผลกระทบของการแผ่คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากสถานีฐาน ซึ่งได้มีการแถลงผลการศึกษาไปเมื่อ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยสรุปว่า การแผ่คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากสถานีฐานของระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ในประเทศไทยอยู่ในระดับที่ปลอดภัยและไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก โดยเฉพาะจากผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการตั้งเสาสัญญาณ  

นายธัชชัย พุ่มพวง นักวิชาการของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง กล่าวในฐานะนักวิจัยในโครงการดังกล่าวว่า วัตถุประสงค์ของการศึกษาเป็นเพียงการวัดระดับความแรงของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ซึ่งพบว่าจากการวัดระดับความแรงของคลื่นจากสถานีฐานจำนวน 40 สถานี มีค่าต่ำกว่าค่ามาตรฐานที่ กสทช. กำหนด ส่วนผลกระทบทางด้านสุขภาพยังจำเป็นต้องมีการศึกษาให้ละเอียดยิ่งขึ้น งานศึกษาที่ทีมวิจัยทำเป็นเพียงงานวิจัยเชิงฟิสิกส์ ไม่ใช่งานวิจัยทางการแพทย์ จึงยังไม่อาจสรุปได้ว่าการแผ่คลื่นจากเสาสัญญาณมีความปลอดภัย เป็นเพียงการอนุมานได้ว่ามีความเสี่ยงต่ำ

 “ผมยอมรับว่าทุกคนมีความกลัว ในปัจจุบันถ้าชุมชนใดมีความกลัวความกังวลสูง ทุกฝ่ายก็ต้องใช้วิธีการหาทางออกร่วมกัน อะไรที่เป็นเรื่องความปลอดภัย ก็ควรมีการหาทางออกร่วมกัน”

  ส่วนประเด็นทางออกของปัญหาการตั้งเสาส่งสัญญาณ ดร.สุเมธ กล่าวว่า สิ่งที่ กสทช. ควรทำ คือทบทวนหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่มีอยู่ และหามาตรการลดความเสี่ยง โดยยึดหลักของสหประชาชาติเรื่องมาตรการป้องกันไว้ก่อน  

ดร.สุเมธ เสนอว่า ในพื้นที่ชนบทนอกเขตเทศบาลหรือชุมชนหนาแน่นควรให้ขีดจำกัดความหนาแน่นของกำลังคลื่นลดลงจากมาตรฐานปัจจุบัน 1,000 เท่า หรือในระดับไม่เกิน 10 มิลลิวัตต์/ตารางเมตร

ส่วนในเขตเทศบาลและชุมชนหนาแน่น ให้ลดลง 10,000 เท่า หรือในระดับไม่เกิน 1 มิลลิวัตต์/ตารางเมตร รวมทั้งไม่อนุญาตให้ติดตั้งเสาใกล้กับโรงเรียน สถานเลี้ยงเด็ก บ้านพักคนชรา โรงพยาบาล และที่อยู่อาศัยที่มีประชาชนอยู่หนาแน่น สำหรับแนวทางการขยายโครงข่ายในเขตเทศบาล อำเภอ จังหวัด ให้ใช้สถานีฐานแบบไมโครเซลล์หรือพิโคเซลล์ ซึ่งเป็นเสาส่งขนาดเล็ก และในชนบทที่ยังจำเป็นต้องใช้แมคโครเซลล์ ที่เป็นเสาส่งขนาดใหญ่ ก็จะต้องไม่ตั้งอยู่กลางชุมชนหรือในหมู่บ้าน

 

เคาะแล้ว! 21 จังหวัดนำร่อง กสทช. แจกคูปอง 690 บาท จำนวน 4.6 ล้านบ้าน ตามรายชื่อ ดังนี้

image

19 กันยายน 2557

กสทช. สรุปยอดคูปองเซ็ตท็อปบ็อกซ์ ที่จะแจกล็อตแรก 10 ต.ค.2557  จำนวน 4.645 ล้านฉบับ  

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยว่า จากฐานข้อมูลทะเบียนราษฎรที่ได้รับจากกรมการปกครอง พบว่า จำนวนครัวเรือนทั้งหมดใน 21 จังหวัด ที่จะแจกคูปองล็อตแรกในวันที่ 10 ต.ค. 2557 นี้ มีครัวเรือนที่มีบ้านและมีเจ้าบ้านในทะเบียนบ้านจำนวนทั้งสิ้น 4,645,175 ครัวเรือน โดยแยกเป็น

1.กรุงเทพมหานคร 1,345,821 ครัวเรือน
2.นนทบุรี 326,535 ครัวเรือน
3.นครปฐม 192,886 ครัวเรือน
4.ปทุมธานี 291,930 ครัวเรือน 5.สมุทรปราการ 300,405 ครัวเรือน

6.สมุทรสาคร 108,247 ครัวเรือน 7.พระนครศรีอยุธยา 193,629 ครัวเรือน 8.สิงห์บุรี  48,111 ครัวเรือน
9.อ่างทอง 66,670 ครัวเรือน
10.ระยอง 149,204 ครัวเรือน

11.สุพรรณบุรี 191,890 ครัวเรือน
12.หนองคาย 101,204 ครัวเรือน
13.สุโขทัย 138,453 ครัวเรือน
14.อุดรธานี 292,696 ครัวเรือน 15.ฉะเชิงเทรา 143,883 ครัวเรือน

16.สมุทรสงคราม 42,174 ครัวเรือน 17.พัทลุง 121,792 ครัวเรือน
18. สงขลา 276,937 ครัวเรือน
19.นครนายก 59,171 ครัวเรือน
20.ราชบุรี 171,291 ครัวเรือน
21.ชัยนาท 82,246 ครัวเรือน  

ทั้งนี้ รวมจำนวนคูปองที่จะแจกในล็อตแรกนี้  4,645,175 ฉบับ ( 1 ครัวเรือน ได้ 1 ฉบับ)

ซึ่งได้ส่งข้อมูลให้โรงพิมพ์ดำเนินการพิมพ์แล้วคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในวันที่ 6 ต.ค. 2557 และยืนยันพร้อมแจกในวันที่ 10 ต.ค. 2557 อย่างแน่นอน

ส่วนล็อตที่ 2 อีก 21 จังหวัด สำนักงาน กสทช. อยู่ในระหว่างการรวบรวมฐานข้อมูล คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในสิ้นเดือน ก.ย. นี้ และจะส่งให้โรงพิมพ์ดำเนินการต่อไป ซึ่งคาดว่าจะแจกคูปองในล็อตที่ 2 ได้ภายในเดือน พ.ย. นี้         

พร้อมนี้ สำนักงาน กสทช. ได้จัดตั้งวอร์รูม (War Room) ณ อาคารไอทาวเวอร์1  
ติดตามตรวจสอบเรื่องการแจกคูปองเซ็ตท็อปบ็อกซ์ ตั้งแต่ขั้นตอนการแจกคูปอง การรับคูปอง รวมถึงการร้องเรียนต่างๆ โดยเราจะมีการทำงานเชิงรุกเพื่อดูแลในเรื่องนี้

 

คำต่อคำ! บิ๊กบอส ช่อง 3″ประวิทย์ มาลีนนท์” ทำไมไม่ออกอากาศคู่ขนาน และ ทำไม ไม่ขอใบอนุญาตเพย์ทีวี ชี้กสทช.กลัดกระดุมผิดตั้งแต่เม็ดแรก

image

13 กันยายน 2557

“..ผมขออนุญาตออกตัวก่อนว่า ไม่ได้มาในนามช่อง 3 แต่มาในฐานะส่วนตัว ผมอยากเริ่มแบบนี้ว่า ไม่แน่ใจว่าพวกเราทั้งหมดในวงการนี้ เราหลงทางหรือเปล่า เพราะตอนนี้โฟกัสมาอยู่ที่ กสท.กับช่อง 3 เป็นวิวาทะกัน ความจริงมันมีข้อขัดแย้งกันอยู่ เป็นประเด็นกฎหมาย ที่ไม่สามารถชี้ได้ว่าใครผิดใครถูก เพราะฉะนั้นขออนุญาตไปที่ศาล ผมขออนุญาตว่าไม่ให้ความเห็นอะไร แต่ส่วนตัวผมคิดว่ามันมีความขัดแย้งด้านแนวคิดเหมือนกัน ผมขออนุญาตยกแนวคิดของ ผอ.สมชัย (ไทยพีบีเอส) ที่เปรียบเทียบบอกว่า เราขึ้นไปชกมวย ขึ้นเวทีก็ลุยกันเลย ก็หมดแรง แต่จริงๆ คืออะไรรู้มั้ยครับ คนดูยังไม่เข้ามาเลย เราก็ชกกันก่อนหมดแรงกันก่อนไปแล้ว ผมเลยคิดว่าเรื่องแนวคิดนี่สำคัญ

ขอพูดเป็นส่วนตัวว่า เราติดกระดุมเม็ดแรกผิด เริ่มต้นในฐานะที่ กสทช.เป็นผู้กำหนดแนวทางของทีวี โทรทัศน์ในเมืองไทย เริ่มต้นเลย กสท.กำหนดเทคโนโลยีก่อน เอาเป็นว่า การส่งในระดับพื้นดิน คำถามผม คือ ทำไมไม่เป็นแบบดาวเทียมล่ะ ออนไลน์ล่ะ เทคโนฯ มีหลากหลาย ไม่จำเป็นต้องไปอันใดอันหนึ่ง คุณพัชระ (สปริงส์) ได้พูดเรื่องโครงข่ายล่ม อันนี้จะเป็นปัญหาว่า หากเรามีระบบเดียว อันนั้น 2 สถานีเอง แต่ลองคิดดูว่าถ้าล่มทั้งประเทศ อะไรจะเกิดขึ้น ทำไมไม่ทำให้หลากหลายขึ้นมา

 
อีกอย่างที่เริ่มต้นก็ผิด คือ เราเริ่มประมูล และเร่งที่ผู้ประกอบการ คือเร่งคนที่จะทำงานมาแล้วก็ลุยกันเลย คนดูยังไม่มายังไม่เข้าเวทีเลย เพราะว่าโครงข่ายยังไม่ได้ทำ กล่องก็ยังไม่ได้แจกถึงบ้าน แต่ว่าเราทำงานไปก่อนแล้ว ปรากฏว่าเราทำงานไปฟรีแล้วครับ เงินทองเราก็ลงไปเยอะแยะแล้วสูญเปล่าเลย ทีนี้ผมขออนุญาตคิดบวกอย่างนี้ว่า หากเราลองเอาคนดูเป็นตัวตั้ง เอ๊ะทำไมคนดูยังไม่มา ความจริงผมยืนยันว่าวันนี้คนดู หรือพวกเราที่แข่งขันกันอยู่ จะเป็นอะนาล็อก ช่อง 3 หรือ ทีวีดิจิตอล 24 ช่อง อยู่บนแพลมฟอร์มเดียวกันแล้วทั้งดาวเทียม และเคเบิ้ล คนดูก็อยู่ตรงนั้นอยู่แล้ว อันนี้ไม่ทราบว่าจะมีใครโต้แย้งมั้ยครับ

แต่ปัญหาจะเกิด ก็คือว่า กสท.พยายามจะบังคับช่อง 3 ให้ออกจากทีวีดาวเทียม และเคเบิ้ลฯ ให้ผมไปออกคู่ขนาน ถ้าผลที่จะได้ตอนนี้ทันที คือผมกลับไปอยู่ที่เดิม เพียงแต่ว่าไปอยู่ที่ช่อง 43 ในโครงข่ายของดาวเทียมและเคเบิ้ลฯ แต่มันไม่ได้จบอยู่ตรงนั้น ที่จะให้ผมไป คือ บังคับให้ผมอยู่ในกล่องที่ กสท.จะแจกน่ะ เพราะหากผมไม่ไปอยู่ตรงนั้น แจกกล่องไม่ออก นั่นเป็นข้อเท็จจริง มีคนแนะนำผมบอกให้คิดบวกว่า หากจะขจัดปัญหาเรื่องการแจกกล่อง ให้รับอะนาล็อกได้ แต่ว่าตอนนี้ กสท.ไปบอกว่า คูปองที่แจก เอามาเป็นส่วนลดซื้อกล่องเฉพาะกล่องที่กำหนด ที่ไม่มีอะนาล็อค นี่เป็นปัญหาของกสท. เค้าบอกว่าไปเติมตรงนั้น 20-30 บาทเท่านั้นเอง

ประเด็นตอนนี้ กลายเป็นว่า ทุกคนจะมารุมผม แต่ว่าเราลืมสภาพข้อเท็จจริงไปหมด ผมว่าคิดบวกหน่อยได้มั้ยครับ ปัญหาที่เกิดมันมีวิธีแก้เยอะแยะ อย่างเรื่องกล่องที่จะแจกไม่ต้องมาบังคับผม มันมีขั้นตอนเยอะแย บอกได้มั้ยว่า คูปองฯ นำไปแลกกล่องอะไรก็ได้ แล้วให้ผู้ประกอบการเติมอะนาล็อกลงไป อันนี้เป็นแนวคิดนะครับ พอได้มั้ยครับ

ขออนุญาตตอบคำถามว่า ทำไมเราไม่เลิกอะนาล็อก ต้องขอตอบอย่างเห็นแก่ตัวเลยครับว่า เป็นสิทธิ์ของเรา แต่หมอบอกว่าผมจะอยู่ได้อีก 6 ปีอย่างสูง กำลังจะตายเพราะเทคโนฯ เก่า นั่นอย่างมาก แต่ผมจะตายวันตายพรุ่ง ผมไม่รู้ อาจตายก่อนนั้นก็ได้ อย่าไปสนใจอนาล็อกเลยครับ มันค่อยๆ ตายไปเอง จะดูทำยังไงให้คนดูไปอยู่ในแพลทฟอร์มเดียวกับทีวีดิจิตอลได้ และผมยืนยันว่านาทีนี้เราอยู่ด้วยกันอยู่แล้ว ผมเรียนกว่า ถ้าทีวีดิจิตอล ไม่มีอนาคต ไม่ทิ้งคนดู ผมถามว่าเดือนมิถุนายน กับกรกฏาคมที่ผ่านมา อาร์เอสจะเป็นที่หนึ่งได้อย่างไร ก็เป็นที่หนึ่งได้ครับ เพราะมีคนดู เพราะว่ามีฟุตบอลโลก เรื่องนี้ใครเถียงผมครับ และรายการฟุตบอลโลกเค้าอยู่หลังเที่ยงคืนเป็นส่วนใหญ่ด้วยซ้ำไป หากฟุตบอลโลกมาอยู่ช่วง 2 ทุ่ม ผมตายเลย มาตีละครยับ ฉะนั้นไม่ใช่ช่อง 3 ที่เป็นปัญหาครับ พวกเราต้องทำคอนเท้นท์ให้ดี
 

ผมเรียนว่า ช่อง 3 พัฒนามา ปีนี้เข้าปีที่ 45 แล้ว เรามีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานปีหนึ่งกว่าหมื่นล้านบาท ผมถามว่าทีวีดิจิตล 24 ช่อง มีช่องไหนที่ลงทุนเกินหมื่นล้านบาทบ้าง ถ้าลงทุนไม่ถึง คุณภาพรายการก็ไม่ถึง ก็เป็นปัญหาอีกว่าลงทุนไปแล้วไม่มีใครซื้อ มันเป็นลักษณะไก่กับไข่ ของผมก็เจอแบบนี้มาเหมือนกัน แรกๆ ก็ลุ่มๆ ดอนๆ ตอนนี้ก็แข็งแรงขึ้น เรื่องปัญหาอะนาล้อกจบนะครับ

ผมขอตอบปัญหาอีก 2 ข้อว่า ทำไมเราไม่ขอใบอนุญาตเป็นเพย์ทีวี ผมเกิดมาเป็นฟรีทีวีตลอดครับ ถึงวันที่ กสท.จะออกกฏไม่ให้ผมเป็นทีวีเพื่อการทั่วไป ผมก็ยังเป็นฟรีทีวีอยู่ โทษทีผมเกิดมาเป็นผู้ชายนะครับ นาทีนี้ กสท.บอกว่า ผมไม่ใช่ผู้ชายแล้ว ให้ผมไปขอเปลี่ยนเป็นผู้หญิง และไปทำศัลยกรรมด้วย ถึงจะขึ้นไปอยู่ตรงนั้นได้ ถามว่ ผมไปขอใบอนุญาตเพย์ทีวีแล้ว ถามว่า ผมเป็นเพย์ทีวีจริงหรือเปล่า เพราะผมไม่ได้เก็บตังค์คนดูนะครับ และกสท.มีอำนาจอะไรที่จะให้ผมไปเปลี่ยนเพศ ไปแปลงเพศซะด้วยซ้ำไป

image

การที่จะขออนุญาตเป็นเพย์ทีวี จะเป็นธุรกิจใหม่ทันทีเลย ผมมีปัญหาที่ตามคือ ลิขสิทธิ์รายการทั้งหมดที่จะไปออกรายการ ต้องเสียใหม่ บางรายการที่เค้าขายให้เฉพาะเพย์ทีวีที่ช่อง 3 อาจมาออกที่เพย์ไม่ได้ เพราะเพย์ทีวีเค้าขายให้เจ้าอื่นไปแล้ว ผมต้องไปตั้งสถานที่ จัดคนเพื่อดำเนินงานช่องใหม่นี้ เพราะเป็นช่องใหม่เลย ค่าใช้จ่ายต่างๆ ต้องตามมามหาศาล

อีกคำถามที่ต้องตอบคือ ทำไมเราไม่เปิดคู่ขนาน ขอตอบแบบทุบโต๊ะเลยครับว่า ผิด ผิดกฎเกณฑ์ของ กสท. เพราะกสท.บอกว่า คนที่ประมูลช่องดิจิตอลทีวีมา ต้องประกอบการเอง วันที่ กสท.อนุญาตให้ช่อง 7 และช่อง 9 ขึ้นไปออกอากาศคู่ขนาน ทาง กสท.ให้สัมภาษณ์เองว่า ช่อง 3 เนี่ยะ ไม่มีสิทธิ และไม่มีสิทธิ์อะไรเหมือนที่ช่อง 7 และช่อง 9 ทำ เพราะช่อง 3 กับบริษัทที่ไปประมูลดิจิตอลทีวี คนละนิติบุคคลกัน นาทีนี้ อยากให้ช่อง 3 ขึ้นไปคู่ขนานก็บอกว่าทำไมไม่า ผมไม่เคยคิดว่าจะขึ้นไปคู่ขนานเลยตั้งแต่ต้นนี่เป็นแผนธุรกิจของเรา ช่อง 3 มีแผนธุรกิจของตัวเองที่จะทำอะนาล็อคจนหมดอายุสัมปทาน ขณะที่ช่อง 33 คนที่ประมูลมาก็ต้องการพัฒนารายการของเค้า

 
แต่ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ที่เราจะไปคู่ขนาน แต่ว่ามีขั้นตอนเยอะแยะ เราต้องไปตกลงกันก่อนระหว่างช่อง 3 กับ ช่อง 33 และต้องไปตกลงกับ กสท.ก่อนว่าเป็นไปได้หรือไม่ เงื่อนไขต่างๆ ที่มีต่อกันจะเป็นอย่างไร โดยเฉพาะอยากให้ดูด้านค่าใช้จ่ายผม ผมโดน 2 เด้งนะครับถ้าขึ้นคู่ขนาน เพราะต้องจ่ายสัมปทานให้ช่อง 9 ขณะเดียวกันผมต้องจ่ายสัมปทานของช่อง 33 ผมสองเด้ง ขึ้นไปผมก็เสียเปรียบท่านที่เป็นทีวีดิจิตอลแล้ว ที่บ่นว่าผมได้เปรียบ แต่ผมเสียเปรียบ รวมทั้งโครงข่าย (มักซ์) ที่ผมเช่ามา ผมไม่ได้ใช้ประโยชน์เลยถ้าออกคู่ขนาน จะดูแลผมตรงนี้อย่างไร

image

ช่อง 33 ผมไม่มีแผนธุรกิจเหมือนช่องอื่น เช่น ช่อง 7 เค้าคู่ขนาน ไม่ต้องจ้างคน ไม่ต้องลงทุนสถานที่ ไม่ต้องจ้างคน ไม่ต้องสร้างรายการ แต่ผมมีสถานที่ ผมต้องจ้างคนมา ผมต้องไปผลิตรายการ ตรงนี้เป็นค่าใช้จ่ายทุกอย่างทั้งนั้น ผมยกตัวอย่าง ช่อง 33 มีรายการของการ์ละแมร์อยู่ เราจ้างเค้าทำ ทันทีที่เอาสัญญาณของช่อง 3 มาทับ รายการนี้ก็หายไป ผมมีโอาสถูกฟ้องร้องนะครับ เพราะจ้างเค้ามาแล้ว เสร็จแล้วดึงเค้าออกไปทิ้งไว้ไหนครับ เค้าเสียหายเพราะลงทุน เช่าห้องส่งทำรายการ และมีข้อผูกพันกับเอเยนซี่โฆษณาด้วย พวกนี้เราไม่ผิด ผมบอกว่า เป็นไปได้ แต่ต้องกรุณาเคารพสิทธิ์ของเราด้วย และดูว่าเรามีปัญหาอะไรต่อๆไป ไม่ใช่ปิดทางนะครับ เราสามารถพูดคุยกันขอเปลี่ยนแผนงานธุรกิจได้ แต่ขั้นตอนจะเป็นอย่างไร อยู่กับว่า กสท.จะรับเรื่องนี้ไปอย่างไร

ผมไม่ได้ต้องการให้ผู้ชมจอดำ คิดดูแล้วกัน คนดูสะสมมา 40 กว่าปี อยู่ดีๆ จะเอาเค้าเป็นตัวประกันไปทำร้ายหรือครับ ขอฝากกว่าอะไรก็เป็นไปได้ แต่อย่ามาพูดกันด้านกฎหมาย ถ้าด้านกฎหมายให้เป็นเรื่องของศาล แต่ว่าการต่อรองหรืออะไรกัน เป็นไปได้ถ้ามีโอกาสได้คุยกัน..”

+++++++++++ 

หมายุเหตุ.. คุณประวิทย์ พูดประเด็นดังกล่าว ในขณะร่วมฟังในเวทีเสวนา “อยู่รอดอย่างรับผิดชอบ ในยุคทีวีดิจิตอล” จัดโดยสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ที่ รร.สุโกศล  

 

 

3 ปม..! เหตุผล อัยการสูงสุด ยังไม่ส่งฟ้องคดี “ยิ่งลักษณ์”เอี่ยวทุจริตจำนำข้าว /แจ้ง ปปช.ตั้งคณะทำงานร่วม ดังนี้..

image

๔ กันยายน ๒๕๕๗

อัยการสูงสุด แจ้งข้อไม่สมบูรณ์คดีโครงการรับจำนำข้าว
ตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ส่งรายงานการไต่สวนคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าว กรณีกล่าวหานางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร  ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ว่าปฏิบัติหรือละเว้น        การปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปราม  การทุจริต มาตรา ๑๒๓/๑ มายังอัยการสูงสุดเพื่อพิจารณานั้น

อัยการสูงสุดได้ตั้งคณะทำงานซึ่งมีนายวุฒิพงศ์ วิบูลย์วงศ์ รองอัยการสูงสุดเป็นหัวหน้าคณะทำงาน คณะทำงานมีความเห็นว่ายังมี    ข้อไม่สมบูรณ์พอที่จะดำเนินคดีตามข้อกล่าวหาและเสนอความเห็นต่ออัยการสูงสุด ซึ่งอัยการสูงสุดได้พิจารณาแล้ว เห็นว่ามีประเด็นที่ยังไม่สมบูรณ์สรุป ดังนี้

๑. ประเด็นเรื่องโครงการรับจำนำข้าว เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าโครงการรับจำนำข้าวดังกล่าวเป็นโครงการของรัฐบาลที่ได้แถลงไว้เป็นนโยบายต่อรัฐสภา ซึ่งรัฐธรรมนูญ                 แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๑๗๘ บัญญัติให้ในการบริหารราชการแผ่นดิน รัฐมนตรีต้องดำเนินการตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ กฎหมายและนโยบายที่ได้แถลงไว้          ต่อรัฐสภาด้วย ดังนั้น จึงควรรวบรวมพยานหลักฐานให้ได้ความชัดว่า นายกรัฐมนตรีมีอำนาจในการที่จะยับยั้งโครงการที่เป็นนโยบายของรัฐบาลที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภาแล้วหรือไม่

๒. ประเด็นเรื่องการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่  ควรทำการไต่สวนรวบรวมพยานหลักฐาน                    ให้สิ้นกระแสความว่า ภายหลังจากที่โครงการรับจำนำข้าวได้ถูกท้วงติงจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินแล้ว ผู้ถูกกล่าวหาได้ดำเนินการตรวจสอบและป้องกันการทุจริตหรือไม่ อย่างไร ผลการตรวจสอบเป็นอย่างไร

๓. ประเด็นเรื่องการทุจริต ควรไต่สวนพยานเพิ่มเติมให้ได้ความว่า โครงการ            รับจำนำข้าวที่ยืนยันว่ามีการทุจริตนั้น พบการทุจริตในขั้นตอนใดและมีการทุจริตอย่างไร นอกจากนั้นมีการกล่าวอ้างถึงรายงานวิจัยโครงการนโยบายข้าวของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ว่า โครงการดังกล่าวมีการทุจริตและมีความเสียหายจำนวนมาก แต่ในสำนวนการไต่สวนปรากฏว่า มีเพียงหน้าปกรายงานวิจัยเท่านั้น ดังนั้น จึงให้รวบรวมรายงานวิจัย          ทั้งฉบับเป็นพยานหลักฐานในสำนวนการไต่สวนให้สมบูรณ์ด้วย

โดยสำนักงานอัยการสูงสุดได้มีหนังสือแจ้งข้อไม่สมบูรณ์ไปยังคณะกรรมการ ป.ป.ช. แล้ว    ในวันนี้ (๔ กันยายน ๒๕๕๗) และมีคำสั่งตั้งผู้แทนอัยการสูงสุดเป็นคณะทำงานร่วมกับผู้แทนฝ่ายคณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาหลักฐานที่ไม่สมบูรณ์และรวบรวมพยานหลักฐาน  ให้สมบูรณ์ เพื่อหาข้อยุติเกี่ยวกับการฟ้องคดีต่อไป (14:50น.)

**********

(ภาพประกอบ จาก  เว็บ manager)

 

ล้วงลึก! อะไร..ยังไง..”โครงการ แจกคูปองส่วนลด 690 บาท กับ การเปลี่ยนผ่านทีวีดิจิตอล 22.9 ล้าน ครัวเรือน”

image

5 กรฏาคม 2557

สัมภาษณ์พิเศษ : ฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ สำนักงาน กสทช. 

“โครงการแจกส่วนลดคูปอง 690บาท กับการเปลี่ยนผ่านทีวีดิจิตอล 22.9 ล้าน ครัวเรือน”
 

ถาม : ย้อนอดีต.. จุดเริ่มต้น คูปองส่วนลดทีวีดิจิตอล

“..เส้นทางคูปอง เริ่มจากบอร์ดกระจายเสียงฯ กสทช. นำเสนอ ขอกรอบวงเงินขั้นต่ำเพื่อแจกคูปอง ถ้าใช้เงินประมูลขั้นต่อ 15,800 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านจากอนาล็อค เป็นระบบดิจิตอล แต่หลังประมูลปรากฏว่า ได้มาก 5 หมื่นกว่าล้าน บอร์ดกระจายเสียงฯ จึงเสนอ บอร์ดบริหาร กองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ (กทปส.) ว่าจะแจก 1,200 ล้านบาท ต่อครัวเรือน มีแนวคิดจะแลกได้ 4 อย่าง คือ แลกกล่องดาวเทียม / แลกกล่องเคเบิ้ล / แลกกล่องดิจิตอล และ ทำเป็นส่วนลดของทีวีดิจิตอล

หลังจากเสนอเข้าไปที่บอร์ด กทปส. ก็ได้พิจารณา และเชิญ บอร์ดกระจายเสียงฯ กสทช. ชี้แจง 2 ครั้ง และได้คุยกันเรื่องราคากลางว่า 1,200 บาท ราคาจะสูงเกินไปหรือไม่ ก็ทบทวนกันอีกครั้ง

บอร์ดกระจายเสียงฯ กสทช. ก็ทำกรอบใหม่ได้ราคากลางออกมาว่า ไม่น่าเกิน 1 พันบาท ก็เสนอที่ประชุม กทปส.อีกครั้ง จากนั้น กทปส.ตั้งคณะทำงาน ดูราคากลาง จากนั้นได้ผลศึกษา 1,019 บาท ไม่ว่าจะเป็นกล่องรับสัญญาณดาวเทียม หรือ เคเบิ้ล หรือ กล่องดิจิตอล พร้อมเสา ทาง บอร์ด กทปส.นำเสนอที่ประชุมบอร์ดใหญ่ กสทช. แต่ระหว่างที่กำลังพิจารณาประเด็นนี้ ก็เกิดการยึดอำอาจจาก คสช.
 

จากนั้น ทาง คสช. ขอพิจารณา และให้สำนักงาน กสทช.ไปชี้แจง หลังชี้แจงแล้ว คสช.ก็เห็นชอบให้แจกคูปองได้ แต่ต้องให้รับฟังความห็นสาธารณะ เนื่องจากว่า ในขณะนั้น มีหลายองค์กรยื่นเรื่องร้องเรียน กับ คสช. เช่น กระบวนการแจกฯ ราคาสูงไปหรือไม่ / แลกได้ ไม่กี่อย่าง ราคาสูงเกินไป ทาง คสช.จึงให้รับฟังความเห็นสาธารณะ ขณะที่ กสทช.จัดรับฟังความเห็นฯ ใน 5 ประเด็น คือ 1.มูลค่าคูปองที่จะแจก 2. คูปอง แลกอะไรได้บ้าง 3. จำนวนครัวเรือน ที่จะต้องแจก มีเท่าไหร่ 4. วิธีการแจกคูปอง อย่างไร และ 5. กระบวนการป้องกันการทุจริตต่างๆ จะดำเนินการอย่างไร
 

หลังจากรับฟังความเห็นสาธารณะแล้ว ก็สรุปเรื่องเข้าที่ประชุม บอร์ดใหญ่ กสทช. ก็หารือกันทุกประเด็น แต่วันนั้น มีหนังสือจาก สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน มาด้วย คอมเม้นท์ถึงโครงการที่เกิดขึ้นด้วย
 
ฉะนั้น ประเด็นแรก จากที่รับฟังความเห็นสาธารณะ เรื่อง มูลค่าคูปอง แนวโน้มของประชาชน อยากได้ 1 พันบาท ไม่ใช่ 690 บาท แต่บอร์ด กสทช.เอง ได้พิจารณาแล้วว่า มูลค่าคูปองที่จะออกไป เราอิงอยู่บนพื้นฐานของราคาประมูลขั้นต่ำที่กำหนดไว้ คือ 15,800 ล้านบาท หารด้วย 22.9 ล้านครัวเรือน จะออกมา 690 ล้านบาท เป็นราคาที่สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านเท่านั้น ไม่ใช่ราคาขายกล่อง หากอยากซื้อของดีกว่านั้น ก็เพิ่มเงินเองได้ไม่เป็นไร นี่คือมติของบอร์ด กสทช.
 

นอกจากนี้ จะไม่ได้ต้องไม่มีการถกกเถียงกันในปัญหาต่างๆ ว่า ราคากล่อง ออกมาเท่าไหร่ เพราะองค์กรมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ก็บอกว่า ราคา 500-600 บาท ก็ขายได้แล้ว จะออกมา 1 พันบาท ทำไม มติบอร์ด วันนั้น จึงฟันธงที่ราคา 690 บาท
 

ส่วนที่สอง ถามว่า คูปองจะนำไปแลกอะไรได้บ้าง บอร์ดได้อภิปรายกันว่า เงินนี้ มันเป็นเงินที่เกิดจากการประมูลทีวีดิจิตอล ดังนั้น การแลกควรแลกได้เฉพาะกล่อง ที่เปลี่ยนได้เฉพาะกล่องอนาล็อค ที่เปลี่ยนผ่านไปสู่ดิจิตอลเท่านั้น คือ แลกได้เฉพาะกล่องแปลงสัญญาณเท่านั้น ส่วนกล่องรับสัญญาณดาวเทียม และกล่องเคเบิ้ลทีวีแลกไม่ได้ และมติที่ประชุมกสทช. ให้นำคูปองไปเป็นส่วนลดซื้อเครื่องทีวีดิจิตอล
 

ส่วนที่สาม วิธีการแจก ทางบอร์ด กสทช.ได้คอมเม้นท์ว่า หลายฝ่ายบอกว่า อยากให้ประชาชนยืนยันสิทธิ์ก่อน ถึงจะถือว่ามีการแจกออกไป หากไม่ยืนยัน ก็ไม่ต้องแจก จะได้ไม่สิ้นเปลือง บอร์ดกสทช.ได้พิจารณากันประเด็นนี้ว่า หากให้ประชาชนไปยืนยันสิทธิ์ ระยะเวลาดำเนินการจะถูกลากออกไปให้ล่าช้าอีก 2-3 เดือน / เป็นการสร้างภาระให้ประชาชน เนื่องจาก การยืนยันสิทธิ์ ในต่างจังหวัดก็ต้องไปที่ว่าการอำเภอ, อบต, อบจ. ของแต่ละพื้นที่ จะสร้างความเดือดร้อน และมีค่าใช้จ่ายเกิดกับประชาชนแน่นอน
 

นอกจากนี้ บอร์ด กสทช.ได้ถกเถียงกัน คือ หากประชาชนไม่ไปยืนยันสิทธิ์ หาก กสทช.ตัดสิทธิ์ เราจะใช้ฐานอำนาจข้อไหน ไปตัดสิทธิ์เค้าได้ เช่น ประชาชน เค้าบอกว่า วันนั้นติดธุระขึ้นมาทำให้ไปยืนยันสิทธิ์ไม่ได้ แล้ววันนั้นไม่ส่งคูปองไปให้เค้า จะนำไปสู่กระบวนการฟ้องศาลปกครองหรือไม่ ว่า เค้าใช้สิทธิ์อยู่ แต่กสทช.ไม่แจกให้ จะทำให้กระบวนการแจกคูปองล่าช้าไปกว่าเดิมอีก

บอร์ด กสทช.ทุกคนได้อภิปราย และเห็นว่า ให้แจกออกไปก่อน เพราะจะมีเงื่อนไขระยะเวลาการใช้คูปองภายใน 6 เดือน หากประชาชนไม่ใช้ คูปองก็เป็นอันสิ้นผลไป เงินกลับมาที่กองทุน กทปส. และ สำนักงาน กสทช.ต้องนำส่งให้เป็นรายได้ของแผ่นดินอยู่แล้ว ซึ่งการจัดส่งจะต้องส่งไปไปรษณีย์ จำนวน ทั้งหมด 22.9 ล้านครัวเรือน
 

ประเด็นที่สี่ เรื่องป้องกันการทุจริต ซึ่งแต่เดิมเราได้วางฐานข้อมูล ที่จะต้องมีการลงทุนกว่า 900 ล้านบาท แต่บอร์ด กสทช.อภิปรายว่า ควรป้องกันการทุจริตฯ ระดับปานกลางก็พอ ไม่จำเป็นต้องป้องกันการทุจริตระดับ 100% เพราะงบประมาณในการวางฐานข้อมูลมันมากเกินควร จึงขอให้สำนักงาน กสทช.ไปดำเนินการขึ้นพิมพ์คูปอง ขอให้มีการปลอมแปลงได้ยากที่สุด

ส่วนตัวใบคูปอง จะต้องพิมพ์เลขบัตรประชาชนลงไปบนคูปอง เพื่อให้สอดคล้องกับเลขบัตรประชาชนที่ประชาชนมี โดยมาตรการนี้ ไม่ต้องจ่ายเงินถึง 900 กว่าล้านบาท โดยบอร์ด กสทช.มีมติ เห็นชอบ ให้สำนักงาน กสทช. พิมพ์คูปอง โดยจ้างหน่วยงานของรัฐ ที่กำหนดไว้ในขณะนี้ คือ สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ส่วนวิธีการส่ง ทาง บริษัทไปรษณีย์ไทย จะรับผิดชอบในการจัดส่งไปถึงทุกครัวเรือน
 
ซึ่งแผนทั้งหมดนี้ สำนักงาน กสทช. ได้ส่งมอบให้ คสช. พิจารณาเมื่อวันนี้ ( 5สิงหาคม 2557)  รวมถึงแผนการใช้จ่ายเงิน ว่า หากอนุมัติออกมาทั้งหมด 22.9 ล้านครัวเรือน จะต้องใช้กรอบวงเงินทั้งสิ้น 15,800 ล้านบาท แต่ปีนี้ สำนักงาน กสทช. มี 11,000 ล้านบาท ขาด 4 พันกว่าล้าน ซึ่ง สำนักงาน กสทช. จะขอตัดเงินที่มาจากรายได้จากากรประมูลงวดหน้า ในปีหน้า 4 พันกว่าล้านบาท เข้าเป็นรายได้ของ กทปส. เพื่อนำไปแจกเป็นคูปองให้ประชาชนต่อไป..”
 
ถาม : ตามขั้นตอน หลัง คสช.อนุมัติแผนแล้ว กระบวนการแจกคูปองฯ เป็นอย่างไร

 “..ในระหว่างรอ คสช.อนุมัติ ขณะนี้ สำนักงาน กสทช. ได้ แต่งตั้งคณะกรรมการ 4 ชุด ได้แก่ คณะกรรมการพิมพ์คูปอง / คณะกรรมการ แจกคูปอง / คณะกรรมการกำกับดูแลในการแจกคูปอง ให้เกิดความเป็นธรรม และคณะกรรมการพิจารณาให้ผู้ประกอบการกล่องดิจิตอลเข้าร่วมโครงการว่า จะกำหนดคุณสมบัติอย่างไรบ้าง ขณะนี้ สำนักงาน กสทช. เตรียมการเบื้องต้น แล้ว รอเพียงการอนุมัติแผนทั้งหมด จากคสช. ตอนนี้ มีการประสานกองสลากเพื่อเตรียมจัดพิมพ์ และ บริษัทไปรษณีย์ไทยที่รับผิดชอบขนส่งแล้ว ในส่วนการออกคุณสมบัติ (TOR) ของผู้เข้าร่วมโครงการ ตอนนี้ อยู่ระหว่างการลิสต์รายชื่อบริษัท เพื่อออกหนังสือเชิญให้เค้าเข้าร่วมโครงการกับเรา ประมาณกว่า 70 บริษัท
 

คณะกรรมการที่จะป้องกันการทุจริตต่างๆ จะมีคณะกรรมการชุดหนึ่ง โดยเป็นคนนอกเข้ามาร่วมด้วยในกรรมการทุกชุด และหน่วยงาที่เกี่ยวข้องจะต้องประสานการทำงานร่วมกัน เช่น เจ้าหน้าที่จากกรมการปกครอง หรือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือ สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค มาช่วยดูแลเรื่องการ ปลอมแปลง หรือ ใช้คูปองผิดประเภทด้วย..”
 

ถาม : เหลือเวลาอีก 1 เดือนเศษ ณ ตอนนี้ มีอะไรหนักใจบ้าง

“..ตอนนี้ถือว่าระยะเวลาบีบคั้นมาก แต่ผมหนักใจเฉพาะเรื่องการเฟ้นหาผู้เข้าร่วมโครงการกับเรา หากเปิดกว้างได้ทั้งหมดก็ยินดี แต่บริษัทที่เข้าร่วมจะต้องสร้างความมั่นใจให้กับ สำนักงาน กสทช. ด้วย ถ้าเกิดขายกล่องให้ประชาชนไปแล้ว สมมติ 5 แสนเครื่อง แล้วทิ้งหนีไปอย่างนี้ ไม่ได้เลย มันจะมีปัญหากับสำนักงานกสทช.มาก เพราะเป็นฝ่ายรับผิดชอบตรง

ดังนั้น การออกทีโออาร์ตั้งแต่แรก จะต้องคุ้มครองผลประโยชน์ของประชาชน และจุดบริการต่างๆ จะต้องอำนวยความสะดวกให้ประชาชน หลักประกันบางส่วนต้องมีให้เรา เพราะหากไม่มีหลักประกันเรื่อง จะทำให้บางบริษัทมายื่นเรื่อง แต่ไม่คุณสมบัติจะทำอะไรเลย ซึ่งแบบนี้ มันขัดกับระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างด้วย ซึ่งทีโออาร์ จะน่าจะเสร็จได้เร็วๆนี้ และจะเสนอที่ประชุมบอร์ด กสทช.ที่อาจต้องเรียกประชมนัดพิเศษ หลังจาก คสช.ให้ความเห็นชอบแล้ว จึงจะเคาะเรื่องทีโอาร์ได้..”
 

ถาม : จุดเปลี่ยน สวนลด 1 พันบาท กับ 690 บาท ต่างกันอย่างไร

“..การคิดฐานตัวเลขราคาส่วนลดคูปอง 1 พันบาท ตามเดิม ที่ สำนักงาน กสทช. หรือ กทปส.คิดมานั้น มาจากราคาในตลาด ที่มีการจำเหน่าย ไม่เกิน 1 แสนกลอ่ง แต่ตอนนี้ หลายองค์กรบอกว่า หาก สำนักงาน กสทช. มีการซื้อครั้งละ 5 แสนกล่อง หรือ 1 ล้านกล่อง จะบอกว่า ราคากล่อง 1 พันบาท ก็ควรจะลดลงได้ ดังนั้น บอร์ด กสทช.จึงเห็นว่า ให้เป็นราคาตลาดแล้วกัน แต่ขอให้คูปองออกมาที่ 690 บาท ส่วนหากในตลาดจะขายมากกว่านี้ ก็ให้เป็นการแข่งขันกันในท้องตลาด
 

ราคาคูปอง 1 พันบาท ที่ลดมาเหลือ 690 บาท ส่วนหนึ่งมาจากผลรับฟังความเห็นสาธารณะ ที่ สำนักงาน กสทช. จัด และผู้ประกอบการ รวมถึง องค์กรคุ้มครองผู้บริโภค ที่เห็นว่า 690 บาท ก็มีความเหมาะสมแล้ว แต่การรับฟังความเห็น ประชาชน ก็อยากได้คูปองราคา 1 พันบาท แต่อยากให้แลกแล้วได้ กล่อง และเสาอากาศ
 
การทำให้ราคาถูกกว่า 690 บาท ก็มีความเป็นไปได้ ซึ่งหลายบริษัท ก็สามารถทำราคากล่องในราคาเท่ากับคูปอง ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดี ที่จะทำให้เกิดราคาขายกล่องดิจิตอลถูกลงได้ ซึ่งราคา 690 ก็ถือว่าเหมาะสมที่สุด..”

ถาม : ปัญหา เอกชนเก็บบัตรประชาชนชาวบ้าน แลก กล่องดิจิตอล อ้างว่าได้สิทธิ์จาก กสทช. จะชี้แจงอย่างไร

“..ขณะนี้ พบปัญหาว่า บางบริษัท ไปเก็บบัตรประชาชนมานั้น ยืนยันว่า ทาง กสทช.ไม่มีการแต่งตั้งผู้แทนไปทำเช่นนั้น โดย สำนักงาน กสทช. จะส่งคูปองไปที่บ้านเลขที่ ตามทะเบียนราษฏร์ ทุกครัวเรือน จะส่งไปที่เจ้าบ้าน ส่วนผู้ดำเนินการถือว่ากระทำผิดกฎหมาย เราจะแบล็กลิสต์ ไม่ให้เข้าร่วมโครงการกับเรา ในส่วนที่ผิดกฎหมายอื่นๆ เราจะไปร้องทุกข์กับสถานีตำรวจในพื้นที่ต่อไป ตอนนี้แบล็กลิสต์ไปแล้ว เป็นมติบอร์ด กสทช. เรื่องนี้เป็นประเด็นที่ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินตรวจสอบพบ..”

 
ถาม : รูปแบบ คูปอง ที่จะแจกจ่ายให้ประชาชน เป็นอย่างไร

“..ตัวคูปอง ที่แจกจ่ายให้ประชาชน จะมีบ้านเลขที่ และเลข 13 หลักของเจ้าบ้าน อยู่บนคูปอง และจะนำไปใช้คู่กับบัตรประชาชน หากบ้านไหน จะมอบอำนาจ ก็ต้องนำบัตรประชาชนตัวจริงของเจ้าบ้านมาด้วย ไปที่ จุดแลกเปลี่ยน หรือ ศูนย์แต่ละจุด ที่บริษัทตั้งขึ้น โดยบริษัทเหล่านี้ จะต้องขึ้นทะเบียนร่วมโครงการขายกล่องกับกสทช. และเมื่อตรวจสอบคูปองผ่านแล้วว่าถูกต้อง บริษัท ก็จะให้ประชาชนเลือกกล่องได้ว่า จะเอากล่องประเภทรูปแบบไหน

ภายในกล่องนั้น จะมีสติ๊กเกอร์ 2 แบบ คือ สติ๊กเกอร์ติด กสทช. ว่าผ่านการรับรองมาตรฐานแล้ว ส่วนสติ๊กเกอร์อีกแบบ ยืนยันว่า บริษัทดังกล่าว เป็นบริษัท ที่เข้าร่วมโครงการกับ กสทช. และสติ๊กเกอร์นี้ จะติดอยู่บนคูปองด้วย เพื่อแสดงว่าประชาชนมีการใช้สิทธิ์ไปแล้ว และบริษัทจะนำคูปองที่ประชาชนนำมาให้ มาขึ้นเงินกับ กสทช. มีรหัสเลขหมายตามเลขที่ประจำกล่อง ที่ กสทช.อนุญาตให้ขายติดอยู่ด้วย ฉะนั้น กระบวนการขึ้นเงิน หรือ โกง จะยากพอสมควร

ถาม : หากประชาชน ได้คูปองไป จะขายแลกเป็นเงินแทนได้หรือไม่

“คูปองนี้ ไม่สามารถนำไปขายเป็นเงินสดได้ หากบริษัท ไปเก็บคูปองของประชาชนมาเอง ยังไงก็ตาม ก็ต้องมีสติ๊กเกอร์ของ กสทช.ที่มีลายน้ำพิเศษ ติดอยู่ด้วย ไม่มีทางปลอมแปลงได้อยู่แล้ว เพราะหากไม่มีสติ๊กเกอร์อยู่บนคูปอง จะไม่สามารถนำมาขึ้นเงินกับ กสทช.ได้แน่นอน ฉะนั้นบริษัทที่ไปรับมา จะขึ้นไม่ได้ และถือว่าบริษัท จะสูญเสียเงินให้ประชาชนโดยตรง..”

ถาม : ทำไม ถึงเลือกแจกคูปองฯ กสทช.เคยมีแนวทางอื่นพิจารณากันหรือไม่

“..เหตุผลที่แจกคูปองส่วนลดราคา เพราะจากเดิมคิดว่า จะแจกกล่องรับสัญญาณดิจิตอล แต่ บอร์ด กสทช.เคยคุยกันว่า อาจเอื้อให้เกิดการทุจริตในการประมูล หรือ จัดซื้อจัดจ้างได้มาก แต่หากแจกคูปอง ประชาชน จะยังมีทางเลือก หากเห็นว่า ยังไม่อยากได้กล่อง แต่อยากเป็นส่วนลดทีวี ก็สามรถทำได้ แต่หากมีทางเลือกเดียวคือ แจกกล่อง จะไม่มีโอกาสเป็นทางเลือกให้ประชาชน และเอื้อให้เกิดทุจริตด้วยซ้ำ ซึ่งการแจกคูปอง จะทำให้ช่วยทำให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งแนวทางแจกคูปอง เห็นว่า เป็นแนวทางที่ดีที่สุดแล้ว และมีระยะเวลาการใช้งานคูปอง 6 เดือน..”

ถาม : คาดหวังไว้เท่าไร ว่า แจกคูปองฯ ไปแล้ว ประชาชนจะนำไปใช้ กี่เปอร์เซนต์

 “..ผมว่าเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับการประชาสัมพันธ์ของกสทช.ด้วย แต่เข้าใจว่าทุกคนคนตื่นตัวในการแจกคูปองอยู่แล้วจากกระแสที่ออกมาว่าอยากให้มีการแจกคูปอง และโครงการนี้จะกระตุ้นเศรษฐกิจได้มาก ส่วนตัวผมคาดหวังว่า 70% จะมีการใช้คูปองแลกซื้อ ส่วนอีก 30% คิดว่า ไม่ใช้เพราะ เค้าอาจมีกล่อง หรือ เครื่องทีวีที่รับชมระบบดิจิตอล ได้อยู่ก่อนแล้ว..”

 

หวั่นเอื้อรายใหญ่! หมกเม็ด ชงบอร์ด กสทช. ล็อกสเปคร้านค้า แลกกล่องทีวีดิจิตอล ทุนจดทะเบียน 250 ล้านบาท

image

31 ก.ค.57

ตามมติที่ประชุม กสทช. วาระพิเศษ วันพุธ ที่ 30 ก.ค. 57(วานนี้)  มีมติเห็นชอบต่อหนังสือที่จะเสนอคณะรักษาความ สงบแห่งชาติ (คสช.) ผ่านคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) เกี่ยวกับแนวทางการดำเนินการโครงการสนับสนุนประชาชนในการเปลี่ยนผ่านไปสู่การรับชมโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอล โดยมีเนื้อหาสำคัญ การนำคูปองไปใช้แลกซื้อเครื่องและอุปกรณ์รับสัญญาณโทรทัศน์ดิจิตอล จำนวนครัวเรือนที่จะสนับสนุน วิธีการแจกคูปอง การจัดพิมพ์คูปอง และให้สำนักงาน กสทช. นำหนังสือดังกล่าวเสนอ คสช. ผ่าน คตร. เพื่อพิจารณาต่อไปนั้น

นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) ด้านส่งเสริมสิทธิเสรีภาพและคุ้มครองผู้บริโภค เปิดเผยกรณี คุณสมบัติของบริษัทที่จะเข้าร่วมโครงการคูปองแลกซื้อกล่องรับทีวีดิจิตอลที่ยังไม่ได้ข้อสรุปในที่ประชุม เพราะข้อเสนอจากสำนักงาน ได้กำหนดขอบเขตเงื่อนไขและคุณสมบัติของผู้เข้าร่วมโครงการฯ(ร้านค้า) ของเครื่องรับสัญญาณโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอลทั้งในระดับประเทศและภูมิภาคที่อาจมีความเสี่ยง รวมทั้งการไม่ได้ส่งวาระเอกสารให้กรรมการอ่านก่อนล่วงหน้า จนได้มาเห็นเอกสารและพิจารณาในห้องประชุมเลยนางสาวสุภิญญา กล่าวถึงข้อเสนอในการกำหนดคุณสมบัติของบริษัทที่จะเข้าร่วมโครงการคูปอง ต้องมีทุนจดทะเบียนถึง 250ล้านบาทในระดับชาติ และ100 ล้านบาทในระดับจังหวัด ซึ่งความเห็นบอร์ดส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอนี้ เพราะมีความเสี่ยงที่จะเป็นการ “ล็อกสเปค” เอื้อรายใหญ่มากเกินไป

กรรมการจึงได้เสนอให้สำนักงาน ไปคิด ทบทวน ไตร่ตรอง ก่อนกลับมาเสนอใหม่ ไม่เสี่ยงต้องไป ปปช. กันหมด ซึ่งขณะนี้ มีกว่า 70 บริษัท ที่ผ่านขออนุญาตผ่านมาตรฐานทางเทคนิคขายกล่องจาก กสทช. ที่มีทุนจดทะเบียนตั้งแต่ 5 ล้านขึ้นไป ซึ่งการกำหนดให้มีทุนจดทะเบียนระดับร้อยๆล้าน อาจทำให้เหลือบริษัทน้อยรายที่จะมีสิทธิ์ ส่วนเงื่อนไขอื่นๆ เช่น ระบบ Call center จุดบริการให้ซ่อม ประกัน เปลี่ยน และมีทุนประกันเพื่อป้องกันการเชิดหนีก่อนโครงการจบอันนี้เห็นด้วย แต่ไม่เห็นด้วยเรื่องไปกำหนดทุนจดทะเบียนสูง “การแจกคูปอง เพื่อให้ผู้บริโภคได้เลือกซื้อสินค้าที่เขาพอใจ ที่ไม่ใช่การประมูลเพื่อแจกกล่องที่ต้องสกรีนบริษัทให้เหลือน้อยราย ซึ่งการกำหนดบริการอื่นๆหลังการขายถือเป็นการสกรีนรายเล็กๆออกจากระบบอยู่แล้ว

การไปกำหนดทุนจดทะเบียนสูงเกินเหตุ มันดูเหมือนจงใจเอื้อรายใหญ่ กีดกันรายกลางๆ เข้าสู่การแข่งขัน เมื่อมีบริษัทน้อยราย การ ‘ฮั้ว’ ราคา จะเกิดขึ้นได้ง่าย ราคากล่องจะไม่ถูกลงตามกลไกตลาดการแข่งขันจะไม่เสรีและเป็นธรรม ผู้บริโภคเสียประโยชน์ ส่วนตัวเสนอให้กำหนดเงินประกันตามจำนวนการขายกล่อง ใครขอขายมากก็จ่ายเงินประกันมาก ใครทุนน้อยก็จ่ายน้อย แล้วไปแข่งกันในตลาด เพราะรายเล็กมากๆ ที่เข้าร่วมโครงการคูปองลำบากอยู่แล้ว เพราะต้องมีระบบบริการหลังการขาย แต่ กสทช. ต้องไม่กีดกันรายกลาง รายย่อย รายใหม่ ซึ่งต้องรอข้อเสนอสำนักงานส่งกลับยังกรรมการอีกรอบ ฝากสังคมช่วยจับตาต่อไป” สุภิญญา กล่าว…

 

คำชี้แจง! กสทช. พร้อมปฏิบัติตามคำสั่ง คสช. ระงับประมูล 4G ตามแผนเดิม ส.ค. และ พ.ย.57

18 ก.ค.57

กสทช. พร้อมปฏิบัติตามคำสั่ง คสช. ขยายระยะเวลาเยียวยาผู้ใช้บริการมือถือคลื่น 1800 MHz ยืนยันซิมไม่ดับ พร้อมเร่งเสนอแนวทางแก้ไขกฎ ระเบียบ ให้โปร่งใส เป็นธรรม

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยว่า  ตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้มีคำสั่งที่ 94/2557 เรื่อง การระงับการดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ลงวันที่ 18 ก.ค. 2557 ออกมานั้น มีผลทำให้การประมูลคลื่นความถี่เพื่อกิจการโทรคมนาคม คือ การประมูลคลื่นความถี่ 1800MHz และการประมูลคลื่นความถี่ 900 MHz  ( 2 คลื่นนี้ ที่จะใช้ประมูล 4 จี) ที่กำหนดจะมีขึ้นในเดือนสิงหาคมและเดือนพฤศจิกายน ปี 2557 ตามลำดับ ต้องชะลอการดำเนินการออกไปก่อนเป็นระยะเวลา 1 ปี อันจะทำให้สามารถดำเนินการได้ประมาณเดือนกรกฎาคม ปี 2558

สำหรับกรณีของคลื่นความถี่ 1800MHz ที่สิ้นสุดสัญญาสัมปทานไปแล้ว และกำลังจะสิ้นสุดระยะเวลาคุ้มครองผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่บนคลื่นความถี่ 1800 MHz ของบริษัท ทรูมูฟ จำกัด และบริษัท ดิจิตอลโฟน จำกัด ในวันที่ 15 กันยายน 2557 นี้ ตามคำสั่งดังกล่าวทำให้ระยะเวลาคุ้มครองฯ ขยายออกไปจนกว่าจะมีการดำเนินการจัดสรรคลื่นความถี่แล้วเสร็จ

ดังนั้น ประชาชนผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่คลื่นความถี่ 1800 MHz มั่นใจได้ว่าจะสามารถใช้บริการโทรศัพท์ได้อย่างต่อเนื่อง ซิมไม่ดับแน่นอน ประชาชนไม่จำเป็นต้องรีบย้ายค่าย

ทั้งนี้ กสทช. จะรีบดำเนินการให้มีการแก้ไขเพิ่มเติม ออกกฎหมาย กฎ ระเบียบ ประกาศ หรือคำสั่งที่เกี่ยวข้อง หรือปรับปรุง หรือยกเลิก กฎ ระเบียบ ประกาศ หรือคำสั่งที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 มาตรา 45 และกฎหมายอื่นที่เป็นอุปสรรคให้มีความชัดเจน เพื่อรองรับการดำเนินการให้เป็นไปด้วยความโปร่งใส เป็นธรรม และสามารถตรวจสอบได้ เพื่อให้การดำเนินการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เกิดประสิทธิผลสูงสุด และสอดคล้องกับแนวนโยบายการใช้จ่ายเงินงบประมาณของรัฐ โดยคำนึงถึงความมั่นคงของรัฐและประโยชน์สาธารณะเป็นสำคัญ

 
 
ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 37,759 other followers